ถ้าเราจะเปรียบพนักงานบริษัท เหมือนหนังสือ 1 เล่มที่แตกต่างกัน และ เปรียบบริษัทเหมือนห้องสมุดใหญ่ๆ ที่มีหนังสือหลายร้อยเล่ม ที่มีทั้งคล้ายกัน และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การที่เราจะเข้าใจหนังสือแต่ละเล่มได้นั้น สิ่งแรกที่เราจะต้องทำก คือ
- เข้าไปอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างละเอียด พร้อมทั้งหาให้ได้ว่าข้อเด่น หรือความสามารถ หรือคุณประโยชน์ที่ได้จากหนังสือเล่มนั้น คือสิ่งใดที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง
- จัดแบ่งหนังสือแต่ละเล่มออกเป็นหมวดหมู่ที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน เพื่อให้รู้ว่า เรามีหนังสือประเภทเดียวกันอยู่ทั้งหมดกี่เล่มที่เหมือนกัน หรือคล้ายกันอย่างมากกับที่อยู่ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้เรารู้ว่า ศักยภาพ หรือความสามารถของหนังสือแต่ละเล่ม มีมากน้อยเพียงใด ในส่วนไหน ในมิติไหน ของความรู้
- สรุปเนื้อหาให้ชัดเจนว่า การใช้ประโยชน์จากหนังสือแต่ละเล่มนั้นเราจะใช้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือจะต้องใช้ทั้งหมด หรือเน้นใช้เฉพาะบางส่วนในบางบทที่มีความสำคัญจริงๆ กับเราเท่านั้น
- จัดทำบันทึกย่อ และเรียงลำดับความสำคัญของศักยภาพหรือความรู้ของหนังสือเล่มนั้น ให้มีความชัดเจนในเรื่องของ ลำดับความสำคัญที่จะนำไปใช้ เพื่อให้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมและตรงประเด็น ให้ได้ผลมากที่สุด
- เมื่อแบ่งหมวดหมู่ของหนังสือเรียบร้อยแล้ว ก็ให้นำหนังสือเหล่านั้นมาจัดวางเรียงเชื่อมต่อกันในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อให้เราได้รู้ว่าหนังสือหมวดหมู่ไหนจะต้องเชื่อมต่อกับหมวดหมู่ไหน อันจะเป็นประโยชน์ให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องไปในทิศทางที่ถูกต้อง หากเราไม่จัดเรียงสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ในทิศทางที่ถูกต้องและเชื่อมต่อกันอย่างถูกต้องในสิ่งที่ควรจะเชื่อมต่อกัน จะทำให้องค์ความรู้กระจัดกระจาย และไม่สามารถมองเห็นทิศทางการพัฒนาที่เป็นภาพรวมได้
- ตรวจสอบความรู้ที่ได้จากหนังสือทุกเล่มที่เราได้ดึงประเด็นสำคัญ หรือหัวใจสำคัญของหนังสือแต่ละเล่มออกมา แล้วนำไปเชื่อมโยงต่อกับหนังสือส่วนอื่นๆ ในทิศทางที่กำหนดไว้ เพื่อตรวจสอบดูว่า องค์ความรู้เชื่อมต่อกันไปในทิศทางเดียวกันที่เป็นบวก หรือใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจัง หรือเกิดความขัดแย้งกัน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากองค์ความรู้ถูกจัดเรียงในสภาพที่ไม่ถูกทิศทาง ขัดแย้งกันหรือดึงกันเอง
- นำองค์ความรู้เหล่านั้นไปทดสอบใช้จริงว่า ในทฤษฎี หรือความเชื่อ หรือความรู้ที่เราวางไว้ในจินตนาการนั้น เมื่อนำไปใช้งานจริงๆแล้ว จะเกิดข้อขัดแย้ง ข้อขัดข้อง หรือเกิดปัญหาอย่างไรในการปฏิบัติ ให้เกิดขึ้นได้จริง หรือไม่สามารถนำไปใช้จริงได้ เพราะ เป็นเพียงความรู้ที่อยู่ในอากาศ เมื่อเจอสถานการณ์จริง หรือสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง กลับใช้งานไม่ได้ ล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จได้ ในการนำไปใช้งานอย่างแท้จริง
ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงพยายามที่จะฉายภาพให้เห็นว่า การเข้าใจคนเก่งนั้น เปรียบเสมือน การอ่านหนังสือ เราสามารถทำความเข้าใจหนังสือแต่ละเล่มได้ไม่ยาก ผ่านประสบการณ์จากการอ่าน หรือการทำงานร่วมกัน จึงทำให้เราเรียกได้ว่า เข้าใจคน เหมือนเราเข้าใจเนื้อหาในหนังสือแต่ละเล่ม

ประเด็นที่น่าสนใจ
ก็คือ ทำไมทีมยังพัง ทั้งๆ ที่เราเข้าใจคนอย่างดี นั่นเป็นเพราะว่า การจัดเรียงหนังสือ กระจัดกระจาย ไม่ส่งเสริมกัน ทำให้ศักยภาพที่ควรจะเชื่อมต่อกันได้ไม่อยู่ในที่เดียวกัน กลับทำให้ศักยภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกันมารวมอยู่ในที่เดียวกัน เป็นผลให้การดำเนินงาน หรือการสร้างสรรค์ผลงาน หรือพัฒนาสิ่งใหม่ๆ มีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ เพราะทุกสิ่งไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อมต่อกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน จนในบางครั้ง อาจจะถึงขั้นขัดแย้งกันเอง ดึงกันเองในทิศทางที่ตรงกันข้ามเพราะเป็นเรื่องของการจัดวางที่ผิดพลาด ไม่สมมาตร ไม่สมดุล ไม่ส่งเสริมและไม่เชื่อมต่อกัน
การพังไม่ได้เกิดจากไม่มีคนเก่ง ไม่ได้เกิดจากไม่เข้าใจคน ไม่ได้เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย หรือสถานการณ์ที่เลวร้าย จนมันอาจจัดการไม่ได้ แต่การฟังในลักษณะนี้จะเป็นการพังที่เกิดจาก การบริหารจัดการ เริ่มต้นตั้งแต่

1 การคัดเลือกหนังสือผิดประเภทเข้ามาในห้องสมุด
2 การจัดหมวดหมู่หนังสือผิดประเภทเข้าไปสู่ในหมวดหมู่ที่ไม่ควรจะอยู่
3 การจัดเรียงลำดับความสำคัญของหมวดหมู่ที่จะเข้าถึงอย่างง่ายดาย จัดไว้อย่างผิดพลาด ทำให้เข้าถึงหนังสือได้ช้า หรืออาจจะมองไม่เห็นชั้นหนังสือหรือหมวดหมู่หนังสือที่ต้องการใช้งาน
4 การอ่านหนังสือมากเกินไป เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นแต่ปราศจากการจัดการเนื้อหาหรือข้อมูลที่มีอยู่ในหนังสือนั้นอย่างถูกต้อง และสรุปออกมาเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่ต้องใช้งานเท่านั้น เพราะหนังสือ 1 เล่มนั้น เราไม่สามารถที่จะใช้งานทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในหนังสือเล่มนั้นได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว อาจจะมีแค่บางบทและบางบรรทัดเท่านั้น ที่เราจำเป็นต้องใช้งานจริงๆ และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาของเรา
5 ไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะนำหนังสือต่างๆ มาจัดเรียงกันอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ จนทำให้ภาพรวม หรือจิ๊กซอว์ต่างๆ ที่จะต้องต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ หรือวางซ้อนทับกัน จนทำให้หนังสือบางเล่มมองไม่เห็น หรือไม่สามารถหยิบเปิดอ่านได้อย่างง่าย เพื่อจะใช้ประโยชน์จากความรู้ที่มีในหนังสือเล่มนั้น เฉพาะในส่วนที่เราต้องการ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การเข้าถึงข้อมูลหรือความรู้ของหนังสือแต่ละเล่มที่จำเป็นนั้น เข้าถึงได้ยาก หรือเข้าถึงได้ไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้เสียโอกาสในการนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปใช้งานได้จริง
กล่าวโดยสรุปแล้ว สาเหตุที่องค์กรเข้าใจคนเก่ง แต่ทีมยังพัง เพราะขาดการบริหารคนนั้น เราจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร

1 คัดเลือกคนต้องคัดเลือกอย่างละเอียด และต้องมีความชัดเจนในคุณสมบัติที่เด่นที่สุด หรือจำเป็นที่สุดที่เขาจะต้องมี ก่อนที่จะนำเขาเข้ามาสู่องค์กร เปรียบเสมือนการคัดเลือกหนังสือ ที่เราจะต้องใช้งานจริงๆ ไม่ใช่หนังสือเล่มไหนก็ได้
2 วิเคราะห์คนแต่ละคนว่า ศักยภาพของเขาที่ดีที่สุดใน 3 อันดับแรกที่จำเป็นสำหรับองค์กรนั้นมีอยู่จริง และมีมากน้อย เพียงพอแค่ไหน ที่จะนำไปใช้งานได้จริงในวันข้างหน้า
3 จัดหมวดหมู่ บุคลากรให้อยู่ถูกที่ถูกทาง อยู่ในจุดที่เขาควรจะอยู่ภายใต้ความรู้ความสามารถที่ดีที่สุดของเขา 3 อย่างแรกที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ เพื่อให้เขาอยู่ได้ถูกที่ถูกทาง และเมื่อเรามีความจำเป็นต้องใช้งานเขา เราจะรู้ได้ทันทีว่า เราจะไปหาเขาได้ที่ไหน ในหมวดไหนของการทำงาน
4 วางระบบการเชื่อมต่อองค์ความรู้ทั้งหมดของแต่ละคน แต่ละหมวด ที่ต้องใช้งานร่วมกัน โดยจัดเรียงลำดับองค์ความรู้ที่สำคัญที่สุด 1 2 3 ไปเชื่อมต่อกับ องค์ความรู้ที่สำคัญที่สุด 1 2 3 ของอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อให้เกิดการส่งเสริมและพัฒนาร่วมกันสู่องค์ความรู้รวมใหม่ ที่เกิดจากองค์ความรู้เด่นๆ ของแต่ละคน จนกลายเป็นองค์ความรู้เด่นขององค์กรในภาพรวม
5 จัดวางพื้นที่ให้คนทุกคนมีโอกาสได้ใช้พื้นที่ของตัวเองเต็มที่ อย่าให้มีการซ้อนทับ หรือกดทับกันเอง จนทำให้ศักยภาพของแต่ละคนไม่สามารถถูกนำเสนอออกมาได้ หรือถูกปลดปล่อยให้ออกมาได้เต็มที่เนื่องจาก มีการทับซ้อน หรือกดทับกันเอง ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ทั้งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือ เกิดจากการวางแผนผิดพลาด การวางระบบผิดพลาดขององค์กร ทำให้ศักยภาพของทุกคนไม่สามารถถูกปลดปล่อยออกมาได้เต็มที่ 100% ทำให้เกิดการสูญเสียโอกาส
6 บริหารจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภาพรวมให้ได้ สิ่งใดที่ขัดแย้งกัน ไม่ส่งเสริมกัน ต้องเข้าไปแก้ไขทันที ไม่ว่าจะเป็น การโยกย้ายปรับเปลี่ยน ทั้งหน้าที่การงาน หรือตัวบุคลากร หรือระบบงาน หรือแม้แต่ปรัชญาในการทำงานในภาพรวม ก็ต้องรีบแก้ไขทันที เพื่อให้องค์ความรู้ทั้งหมดของคนทุกคน ในทุกๆแผนก หรือ ทุกหมวดงานนั้น สามารถทำงานได้ราบรื่น ไม่สะดุดและขัดขากันเอง






