26ม.ค.

การบอกเล่าเรื่องที่มา หรือที่เรียกว่า Story Telling มีความสำคัญมาก…

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ชอบฟังเรื่องของผู้อื่นเป็นพื้นฐานของนิสัยคนโดยทั่วไปอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องราวเหล่านั้น หากเป็นเรื่องที่เขาสนใจหรืออยากรู้อยากเห็น ก็จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เขาเข้ามารับรู้ในเรื่องราวต่างๆ ที่เราจะเล่าให้เขาฟัง

ความสำคัญของ Story telling มีอะไรบ้าง?

1. กระตุ้นความต้องการรับรู้ หรือความอยากรู้อยากเห็นของผู้ที่ได้รับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการเรียบเรียงเรื่องราว และการเล่าเรื่อง ได้มีการจัดโครงสร้างไว้อย่างเป็นระเบียบ เป็นระบบ จะทำให้เกิดความรู้สึกสนใจและติดตาม ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้ฟังอยากฟังจนจบและจะเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในการสื่อสารในสิ่งที่เราต้องการให้ผู้ฟังได้รับรู้และเข้าใจ ตามภาพและทิศทาง ที่เรากำหนดไว้ภายใต้เรื่องราวที่เล่าให้ฟัง

2. ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ มิอาจหยั่งรู้อนาคต การที่เราจะคาดการณ์อนาคตได้ เราย่อมต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นซ้ำๆ เพียงแต่บางอย่าง อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง และยังไม่เคยเกิดขึ้นในอีกพื้นที่หนึ่ง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะมีเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำท่วม หรือเรื่องของพายุ

ดังนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์ จะสามารถทำให้คาดการณ์หรืออย่างรู้อนาคตได้ เพราะประวัติศาสตร์ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เกิดขึ้นในอดีตและมีโอกาสเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต การเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการทำ Story telling เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจถึงสิ่งที่ผ่านมา ได้รับรู้ข้อมูล และสามารถทำให้ผู้ฟังคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต ตรงนี้จะสามารถนำไปใช้ให้ลูกค้าหรือคนที่เกี่ยวข้องกับเรา ได้คาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตของเรา หรือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับลูกค้า หรือกับคนที่เกี่ยวข้องในอนาคตได้ เป็นส่วนของการโน้มน้าวจิตใจให้เขาคล้อยตามในสิ่งที่เราต้องการสื่อสารออกไปผ่านเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง

3. คนจะอินกับเรื่องราวที่เราได้เล่าให้เขาฟัง สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ที่จะใช้ในการทำให้เขารู้สึกเหมือนเรารู้สึก เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว รู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และรู้สึกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่ได้เล่าผ่าน Story telling  เมื่อเขาอินกับเรื่องราวที่เราเล่าแล้ว ย่อมทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า เป็นพวกเดียวกันในความรู้สึกเดียวกัน เช่น เรื่องราวที่เราได้เผชิญมาในการทำงานบางแห่ง ซึ่งอาจจะพบเจอกับผู้บังคับบัญชาที่นิสัยไม่ดี หรือปฏิบัติกับเราไม่ดี แล้วบังเอิญเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับที่ผู้ฟังที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเช่นกันกับสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เขาทราบซึ้งและเข้าใจถึงความรู้สึกในสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีประสบการณ์ร่วมและเคยผ่านประสบการณ์เดียวกันมาก่อน

ดังนั้น การทำ Story telling จึงทำให้เขารู้สึกเสมือนร่วมชะตากรรมเดียวกัน และรู้สึกเหมือนเป็นพวกเดียวกันในเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่ได้พบเจอ หรือ มีประสบการณ์ร่วมกัน สิ่งที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ให้รู้สึกแน่นหนาขึ้น ด้วยการเชื่อมผ่านเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง ตอนนี้ จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์เชิงความรู้สึก เชื่อมประสบการณ์ ให้ทั้งสองฝั่ง มาอยู่ตรงกลางที่มีจุดร่วมเดียวกัน

4. แสดงตัวตนได้ชัดเจน เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง ที่เกิดจากการทำ Story telling  หากเราอยู่นิ่งๆ มิได้พูดอะไร มิได้นำเสนออะไรผู้ฟังหรือคนที่สนทนาร่วมกับเรา หรือที่เรากำลังเกี่ยวข้องอยู่นั้น เขาย่อมไม่สามารถรับรู้ตัวตนของเราได้ แต่ทันทีที่เราเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเรา หรือ เรื่องราวที่เราผ่านมา เขาจะเริ่มรู้จักเราผ่านตัวอักษรหรือคำพูดที่ถ่ายทอดออกมาผ่าน Story telling ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างภาพจำ ภาพความเข้าใจ และภาพความคาดหวังเกี่ยวกับตัวเราได้อย่างชัดเจนขึ้นอยู่กับวิธีการเล่า และแนวทางเรื่องราวต่างๆ ที่เราสื่อสารออกไปเพราะเขาไม่รู้จักเรามาก่อน

ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เราส่งออกผ่าน Story telling จะเป็นสิ่งที่เข้าไปโปรแกรมสมองของเขา ทำให้เขามองเห็นตัวตนของเรา จากภาพที่เราสร้างขึ้นมาให้เขาเห็น และเขาจดจำภาพเหล่านั้น Story telling จึงเป็นสิ่งที่ใช้แสดงตัวตนได้อย่างชัดเจน

5. เรื่องราวจะสร้างภาพในใจให้เกิดขึ้น เหมือนกับคำพูดโบราณที่บอกว่า “หมื่นคำบรรยายไม่เท่ากับ หนึ่งภาพที่เห็น” การจะทำให้เขาเห็นภาพของเราภาพหนึ่งในความทรงจำ หรือในความคิดของเขา จึงต้องผ่านคำบรรยายมากมาย เพื่อให้ทุกอย่างประกอบกันเป็นจิ๊กซอทีละตัว ทีละตัว จนทำให้ลูกค้าเกิดภาพที่ชัดเจนในสมองของเขาว่า ภาพที่เราต้องการให้เขารับรู้ มีองค์ประกอบและมีภาพรวมเป็นภาพเดียวอย่างไร โดยผ่านจิ๊กซอว์ต่างๆ ที่เราเล่า นั่นหมายถึง เรื่องราวที่เราเล่าให้เขาฟังทีละเรื่อง ทีละส่วนอย่างมีโครงสร้าง และกำหนดทิศทางไว้ชัดเจน เมื่อจิ๊กซอทุกตัวที่เราผ่าน Story telling เสร็จสิ้นลง ภาพใหญ่หนึ่งภาพที่บอกถึงคำพูดต่างๆ จะเป็นที่ชัดเจนในภาพเดียว

6. เรื่องราวจะโน้มน้าวความรู้สึก  Story telling เปรียบเสมือนดนตรี ที่จะสร้างความรู้สึกให้กับผู้ฟังว่า ความรู้สึกขณะนั้น เป็นเหมือน Pop Rock Jazz หรือ Heavy Metal ขึ้นอยู่กับตัวโน๊ตที่อยู่ในดนตรีนั้น ซึ่งหมายถึง เนื้อหาที่อยู่ใน Story telling และขึ้นอยู่กับ จังหวะในการนำเสนอเรื่องราว ที่อยู่ใน Story telling นั้น เรื่องเศร้าบางเรื่อง ถ้าเลือกวิธีการนำเสนอแบบหนึ่ง ก็จะทำให้เรื่องนั้น ยิ่งเศร้าขึ้นไปอีก แต่ในมุมกลับกัน ถ้านำเสนอด้วยวิธีการอีกแบบหนึ่ง อาจจะทำให้เรื่องเศร้าเรื่องนั้น กลายเป็นเรื่องธรรมดา หรือ แม้แต่วิธีการนำเสนอที่สุดโต่งในทางตรงข้าม อาจจะทำให้เรื่องเศร้าเรื่องหนึ่งที่ควรจะเศร้ามากๆ กลับกลายเป็นเรื่องตลกในสายตาของผู้ฟังในที่สุด ทั้งหมดนี้ เป็นผลที่จะเกิดขึ้น จากการโน้มน้าวความรู้สึกจากการเล่าเรื่องราว Story telling โดยเลือกใช้วิธีการนำเสนอที่แตกต่างกัน จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้น การโน้มน้าวความรู้สึกของผู้ฟังผ่าน Story telling จึงต้องเลือกวิธีการนำเสนอที่ถูกต้องเสมอ

แล้วเราจะต้องเตรียมการอย่างไรในการทำ Story telling ที่ให้เกิดประสิทธิภาพและสำเร็จตามเป้าหมายที่เราต้องการ

1. กำหนดทิศทางของเรื่องราวให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ว่าเราจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่าน Story telling ไปในทิศทางใด และกำหนดเป้าหมายของผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัดเจน ว่าผลลัพธ์ปลายทางต้องการให้ออกมาในรูปแบบใด

2. แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนโดย

2.1 ส่วนแรกเป็นการปูทาง เพื่อให้ผู้ฟังได้มีพื้นฐานสำหรับเรื่องราวที่จะได้รับฟังต่อไป ว่าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับสิ่งใด เพื่อทำให้ผู้ฟังคาดการณ์ถึงสิ่งที่เขาจะได้รับรู้ต่อไป เพื่อดึงดูดความสนใจของเขาในช่วงแรกให้ติดตามในช่วงที่สอง

2.2 ส่วนที่สอง เป็นเนื้อหาส่วนใหญ่ ของ Story telling ซึ่งส่วนนี้ จะเป็นเรื่องราวที่เป็นเนื้อหาเข้มข้นและเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ฟังคล้อยตามหรือเห็นต่าง สนใจ หรือไม่สนใจ ในสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในปลายทาง ส่วนที่สองนี้ จึงเป็นส่วนที่ต้องให้ความสำคัญมากในการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล การเรียงลำดับเรื่องราว การเน้นย้ำสิ่งสำคัญในระหว่างทางของการเล่าเรื่อง รวมไปจนถึงเครื่องมือที่ใช้ในการเล่าเรื่อง เพื่อสร้างบรรยากาศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายปลายทางที่เราต้องการ

2.3 การกล่าวสรุปปิดท้ายในเรื่องราวทั้งหมดที่ จะต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับส่วนแรก และส่วนที่สอง ห้ามขัดแย้งกันเด็ดขาด เนื่องจากผู้ฟังได้รับการปูพื้นฐานและสร้างความรู้สึกร่วมหรือการรับรู้อารมณ์จากส่วนแรก และส่วนที่สอง เรียบร้อยแล้ว และผู้ฟังก็มีแนวโน้มที่จะสรุปไปในทิศทางเดียวกับส่วนแรก กับส่วนที่สอง ดังนั้น ส่วนที่สาม จึงเป็นส่วนที่จะต้องสรุปให้ตรงกับทิศทางของทั้งสองส่วนแรก จะขัดแย้งกันไม่ได้ จะทำให้ Story telling ทั้งหมดเกิดความล้มเหลวได้ในที่สุด

กล่าวโดยสรุป ในยุคปัจจุบันนี้ เป็นยุคของการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย และวิธีการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่มีความสำคัญ และมีบทบาทมากในปัจจุบัน คือ Story telling ซึ่งมีความสำคัญกับทุกคน เพราะการใช้ Story telling จะทำให้

  • เกิดการกระตุ้นความต้องการในการรับรู้เรื่องราวต่างๆอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างความรู้สึกผูกพันและอินกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ผ่านการเล่าเรื่อง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน และคล้อยตาม
  • ช่วยสร้างตัวตนให้เกิดความชัดเจน สร้างภาพที่ควรจะเป็น ให้ผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวเข้าใจอย่างถูกต้อง
  • เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่จำเป็นในการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ที่จะสามารถกำหนดทิศทางต่างๆ ของผลลัพธ์จะออกมาได้ในที่สุด

ผู้ที่สามารถใช้ Story telling ได้อย่างเข้าใจ และถูกวิธี คือ ผู้ที่สามารถควบคุมผลลัพธ์ของการสื่อสารให้เป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้น Story telling จึงสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะนำไปใช้ในเชิงธุรกิจหรือนำไปใช้ในเรื่องส่วนตัว ล้วนแต่จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จในการสื่อสารที่ทรงพลัง.