การจะวางตัวให้เป็น Workforce คนสำคัญขององค์กรตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานนั้น อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ต้องเริ่มจากการพลิก Mindset ของตัวเองเสียก่อน เพราะต้องใช้ระยะเวลา ความศรัทธา และความเชื่อถือ อันเป็นผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่ได้รับการยอมรับ และให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เราจะกระทำ หรือสิ่งที่เราจะชี้แนะ หรือให้คำแนะนำ หรือให้ความร่วมมือกับเขา มีอะไรบ้างที่เราควรจะทำระหว่างทางที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น

1. ต้องเป็นคนที่เข้าใจในธุรกิจอย่างแท้จริงก่อน การเป็นคนสำคัญไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตั้งแต่วินาทีแรกหรือช่วงแรกของการเข้าไปทำงาน ด้วยการแสดงภูมิความรู้ หรือความสามารถอย่างโจ่งแจ้งและตั้งใจ เพื่อหวังผลให้คนยอมรับ สิ่งนี้จะนำมาซึ่งผลตอบรับในเชิงลบ เพราะเปรียบเสมือนการยัดเยียดความสามารถอย่างไรศิลปะให้คนอื่นยอมรับและรับรู้ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือ ปรับ Mindset จากการอยากโชว์ มาเป็นการเข้าใจธุรกิจที่ทำอย่างลึกซึ้งและแท้จริง เพื่อเห็นภาพรวมของธุรกิจอย่างชัดเจน
2. ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่ง หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง เราต้องรู้ว่า เป้าหมายของทีม คือ อะไร เพราะผลสำเร็จที่อ้างอิงถึงเป้าหมายของทีมนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีความเข้าใจในสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งตั้งแต่วินาทีแรก เพราะทุกอย่างที่กระทำลงไปมีวัตถุประสงค์ให้บรรลุเป้าหมายอย่างถูกต้องและเห็นภาพได้อย่างชัดเจน จึงต้องทำความเข้าใจในเรื่องของเป้าหมายของทีมก่อนว่าเป้าหมาย คือ อะไร
3. ต้องรู้ว่างานของเรานั้น กำลังช่วยเหลือใคร หรือเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของใคร เพื่อให้เราเข้าใจถึงความเชื่อมโยงและต่อเนื่องของงานที่เราจะต้องทำ เพื่อสนับสนุนงานของคนอื่นให้เป็นไปทางทิศเดียวกัน และเชื่อมต่อกันอย่างราบเรียบ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ หากเราไม่รู้ว่างานของเราทำไปแล้วจะช่วยเหลือใครได้นั้น ย่อมไม่เกิดประโยชน์ในการทำงานสิ่งนั้นเพราะไม่สามารถจะวัดผลความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมได้ และก็ไม่ทำให้ภาพรวมขององค์กรเกิดประสิทธิภาพ เพราะสิ่งที่ทำนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

4. อย่าทำเพียงเฉพาะหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ให้มองภาพรวมขององค์กรว่า เป้าหมายของทีม คือ อะไร และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะช่วยงานเดินต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่โดยตรงของเรา หรือหน้าที่ในการสนับสนุนผู้อื่นทั้งในระดับเดียวกัน ระดับหัวหน้า และระดับลูกน้อง นั่นหมายความว่า นอกจากหน้าที่โดยตรงของเราแล้ว สิ่งใดก็ตามที่ทำไปแล้วจะส่งผลดีกับคนอื่น ทั้งในแนวนอนแนวดิ่ง คือ คือ สิ่งที่เราจะต้องทำเพื่อเป็นกลไกส่วนหนึ่งของความสำเร็จ นี่คือคุณสมบัติของ Workforce ที่แข็งแกร่งที่ทุกองค์กรต้องการ
5. เป็นผู้ประสานงานที่ดี การมีโอกาสได้เป็นผู้ประสานงานที่ดีนั้นเท่ากับเป็นการช่วยให้ทุกฝ่าย สามารถร่วมงานกันได้อย่างราบรื่นโดยเราเป็นคนกลางที่ทำหน้าที่ประสานงานทั้งหมด สิ่งนี้ มักจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะทำ เพราะคิดว่าธุระไม่ใช่ จึงเกิดการทำงานลักษณะที่หน้าที่ใครหน้าที่มัน ไม่สนใจหน้าที่ของคนอื่น และไม่มีการเชื่อมโยงหน้าที่ของแต่ละคนเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่หากเรารับหน้าที่นอกเหนือจากงานประจำของเรา แล้วเป็นผู้ประสานงานกับแผนกอื่นให้ด้วย จะเป็นคนที่มีความสำคัญกับองค์กร และเป็นคนสำคัญกับทุกแผนก เพราะ ทุกแผนกจะเชื่อมโยงถึงการโดยผ่านมือเรา จึงทำให้เรา คือ คนที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในภาพรวมของทุกๆแผนก
6. ไม่จำเป็นต้องทำให้ใครชอบ นี่คือ Mindset ที่ต้องพลิกให้ได้ เพราะหน้าที่เราไม่ได้ทำให้ใครชอบหรือไม่ชอบ แต่หน้าที่เรา คือ ทำให้คนไว้ใจในสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ และเชื่อมั่นว่า สิ่งนั้นจะมีความสำเร็จและส่งผลที่ดีต่อการทำหน้าที่ของคนอื่นที่เชื่อมโยงกับเรา การทำให้คนอื่นไว้ใจไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่หมายถึง การกระทำทุกอย่างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด หรือภายใต้มาตรฐาน หรือผลลัพธ์ที่คาดหวังจากทุกๆ คน ถ้าเราทำสิ่งใดสำเร็จตามเป้าหมาย ตรงตามวัตถุประสงค์ ภายใต้เวลาที่กำหนด จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราต่อสายตาของคนอื่นรอบข้าง และนั่นคือ เราได้รับความสำคัญจากคนรอบข้างแล้วว่า ไว้ใจได้เมื่อต้องร่วมงานจากเรา
7. เป็นคนที่ตรงต่อเวลา และรักษาคำมั่นสัญญากับทุกๆ คน ไว้ เพราะ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ดังนั้น การตรงต่อเวลา จึงเปรียบเสมือนการให้ความสำคัญกับความสำเร็จ และให้ความสำคัญกับผู้อื่น การตรงต่อเวลา จะช่วยให้เราเป็นคนที่น่าเชื่อถือ และฝากความหวังไว้ได้ กลายเป็นคนสำคัญ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จได้ตรงตามเวลาจัดความน่าเชื่อถือของเราในเรื่องของการตรงต่อเวลา

8. รับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับปากไปแล้ว หมายถึง ไม่ว่าเรารับปากสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เราก็ต้องแจ้งให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรับรู้ถึงความเป็นจริงว่า สามารถทำได้ตามที่กำหนดเวลาไว้ หรือพบเจออุปสรรคอะไรที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ไม่สามารถจะทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาได้ แจ้งให้ผู้อื่นรับทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือหาทางแก้ไขให้เราสามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเสียหาย เนื่องจากความล่าช้า อันมีผลมาจาก การไม่สามารถทำงานของเราให้เสร็จสิ้นตามที่รับปากไว้ได้ ดังนั้น การจะเป็นคนสำคัญนั้น ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่รับปากไว้แล้ว และมั่นใจว่าทำได้เท่านั้น หากไม่สามารถทำได้ ก็ต้องแจ้งไปตามความเป็นจริงว่า เกินความสามารถ หรือมีอุปสรรคอันใด ที่จะทำให้ไม่สามารถทำตามที่รับฝากไว้ได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ทุกคนไม่เสียหายจากความผิดหวังในสิ่งที่เรารับปากว่าจะจัดการให้แต่ในท้ายสุดทำไม่ได้ และมารู้ในช่วงเวลาที่มันสายเกินไป เกินกว่าที่จะแก้ไขได้ทัน
9. การสื่อสารที่ชัดเจน ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเราสื่อสารไม่ชัดเจน จนทำให้เกิดความผิดพลาด หรือเสียหายจากงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นภายในแผนกเราเอง หรืองานที่เชื่อมต่อจากแผนกอื่น สิ่งนี้จะทำให้เกิดผลเสียหายตามมา และทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น การสื่อสารที่ชัดเจน จึงถือเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่ได้รับความสำคัญ เพราะทักษะของการสื่อสารนั้น เป็นสิ่งจำเป็นและผู้ที่สามารถใช้ทักษะการสื่อสารได้ดีเท่านั้น จึงจะมีโอกาสได้รับความไว้ใจให้เป็นบุคคลสำคัญของทีมงานและบริษัทในอนาคต การแจ้งปัญหาต่างๆ ก่อนที่จะสายเกินไปนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะทุกคนสามารถช่วยกันระดมสมอง หรือความสามารถมาแก้ปัญหานั้นได้ แต่หากไม่สื่อสารออกไปจนทำให้ทุกอย่างล่าช้า แม้จะรู้วิธีแก้ไขแต่อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ทันการ เพราะล่วงเลยเวลาที่ต้องแก้ไขไปแล้ว สุดท้ายเกิดผลเสียหายขึ้นมา ดังนั้น คนที่เป็นคนสำคัญได้ต้องเป็นคนที่สามารถสื่อสารได้ชัดเจนและทันเวลา
10. อย่าเก่งคนเดียว การจะเป็นบุคคลสำคัญได้นั้น จะต้องเป็นคนที่สามารถผลักดันให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี โดยมีเราเป็นคนที่คอยช่วยเหลือในส่วนที่เราสามารถทำได้ แต่ไม่ก้าวร่วงในความรับผิดชอบของผู้อื่น หรือจะกล่าวง่ายๆ ก็คือ งานที่ไม่มีใครทำเพราะไม่ใช่หน้าที่หลักของเขา แต่จำเป็นต้องมีคนทำ และเราสามารถเข้าไปรับอาสาทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ เปรียบเสมือน เราได้เข้าไปเป็นทีมงานของทุกๆ คนในเวลาเดียวกัน เราจะได้รับความไว้วางใจให้เป็นบุคคลสำคัญ เพราะ Workforce ที่องค์กรขาดไม่ได้ คือคนที่ทำงานเข้ากับทีมได้ ไม่ใช่เก่งคนเดียว
กล่าวโดยสรุปแล้ว วิธีพลิก Mindset ให้เป็น Workforce คนสำคัญตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน สิ่งที่ควรทำ ก็คือ

1 เข้าใจเป้าหมายขององค์กรของทีมในภาพรวมอย่างชัดเจน
2 เข้าใจเนื้องานขบวนการของเนื้องานทั้งหมดอย่างชัดเจน
3 ทำตัวเป็นผู้ช่วยให้ทุกอย่างเคลื่อนที่ไปได้ โดยที่เราเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน แม้จะไม่อยู่ในหน้าที่หลักของเราก็ตาม
4 ถ่อมตนและใช้ผลงานเป็นสิ่งที่ประกาศว่า ความสามารถของเราที่แท้จริงคืออะไร
5 มีจิตใจบริการ เอื้อเฟื้อ พร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จได้ แม้เราจะเป็นคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในบางส่วน แต่ผลงานความสำเร็จนั้น อาจจะเป็นของคนอื่น ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เราเป็นคนที่มีความสำคัญที่เขาขาดไม่ได้ และพอใจที่จะให้เราอยู่ในส่วนของกระบวนการสำเร็จของเขา

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: How to Develop a Growth Mindset in the Workplace
https://www.talentlms.com/blog/growth-mindset-workplace/
ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ บทความจาก OrchidJobs
https://orchidjobs.com/article-2/






