ความก้าวหน้ากับความสุข โดยส่วนใหญ่มักจะขัดแย้งกัน เพราะความก้าวหน้า มักจะตามมาด้วยความทุ่มเท ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรใดๆ ที่ต้องใช้เพื่อเป็นพื้นฐานไปสู่ความก้าวหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เวลา การหาความรู้เพิ่มเติม การทำงานหนัก การลงทุนเพื่อพัฒนาตนเอง และการสูญเสียโอกาสที่จะใช้เวลาเหล่านั้นไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แต่ไม่มีเวลาทำ เพราะต้องใช้ทรัพยากรทั้งหมด ทั้งเงิน เวลา และ ความพยายาม เพื่อไปทำงานเพื่อความก้าวหน้า ซึ่งเป็นที่มาว่า ส่วนใหญ่แล้วความก้าวหน้า มักจะแปลผกผันกับความสุข
ความก้าวหน้าวัดจากอะไร ?
1 วัดจากผลตอบแทนที่ได้มากขึ้น
เมื่อมีความก้าวหน้า ย่อมได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องแลกกัน คือ ผลตอบแทนที่สูงขึ้น กับเวลาการทำงานที่ต้องหนักขึ้น ความทุ่มเทในการทำงานที่ต้องยาวนานขึ้น เพราะ ความรับผิดชอบสูงขึ้น และแรงกดดันที่ต้องได้รับจากสิ่งรอบด้าน ไม่ว่าจะมาจากเจ้าของบริษัท เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง เพราะทุกคนคาดหวังว่า การได้รับการโปรโมทของเรานั้น มาจากความสามารถในการทำงาน จึงคาดหวังที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากการได้รับตำแหน่งใหม่ของเรา และนั่นคือ ความกดดันที่เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่ได้รับตำแหน่งใหม่ทุกครั้ง การได้รับตำแหน่งใหม่ ย่อมมีทั้งผู้ที่ยินดี และ ผู้ที่อิจฉา จึงเป็นไปได้ ที่จะได้รับทั้งการสนับสนุนและการต่อต้าน ขัดแย้ง หรือ กลั่นแกล้ง จากความอิจฉาริษยาในการทำงานหรือความผิดหวังในการที่เขาไม่ได้รับตำแหน่งนั้นเช่นกัน
2 วัดจากตำแหน่งงานที่สูงขึ้น
เมื่อมีตำแหน่งงานสูงขึ้น หมายถึง ความก้าวหน้าอย่างชัดเจน เพราะตำแหน่งงานที่สูงขึ้น จะบ่งบอกถึงสถานะ เกียรติยศ และการได้รับความยอมรับจากองค์กรว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ เป็นเหมือนเกียรติยศ หรือตำแหน่งมงกุฎ ที่มอบให้ พร้อมสายสะพายแห่งภาระความรับผิดชอบ การได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น การได้รับการเอาอกเอาใจ หรือ การให้ความสะดวกในเรื่องต่างๆ ตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติ หรือผลตอบแทนจากตำแหน่งนั้นๆ
3 วัดจากจำนวนลูกน้องที่มากขึ้น
เมื่อมีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ก็ย่อมมีจำนวนลูกน้องที่รับผิดชอบมากขึ้น อยู่ในความดูแลมากขึ้น เป็นเสมือนความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ว่า มีคนที่ต้องอยู่ในการดูแล หรือ สามารถสั่งการได้จำนวนมากขึ้น แต่นั่นก็ตามมาด้วย อาการปวดหัวจากการต้องดูแลคนมากขึ้นเช่นกัน เพราะคนมากขึ้น 1 คนเรื่องก็มากขึ้นอีก 10 เรื่อง ถ้าคนมากขึ้น 10 คน เรื่องก็มากขึ้นอีกร้อยเรื่อง และการอยู่ร่วมกันกับคนมากมาย ย่อมไม่มีความสงบสุข หรือเป็นไปอย่างราบรื่นแน่นอน เพราะทุกคนมีความต้องการของตัวเอง มีแนวคิดของตัวเอง มีความขัดแย้งของตัวเองกับผู้อื่น ดังนั้น ลูกน้องที่มากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่เหมือนทุกขลาภ ที่ต้องบริหารจัดการความขัดแย้งให้ลงตัวและสมดุลอยู่ตลอดเวลา
4 วัดจากความรับผิดชอบงานที่มากขึ้น
เมื่อมีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ความรับผิดชอบของงานก็มากขึ้นตามมาจากที่เคยทำงานอย่างเดียว หน้าเดียว อาจจะต้องทำงานหลายอย่างหลายหน้าในเวลาเดียวกัน ทั้งที่เป็นงานที่เกี่ยวกับหน้าที่โดยตรงของตัวเองในแผนกของตนเอง และ งานที่จะต้องนำไปเชื่อมโยงกับแผนกอื่นไม่สามารถสั่งการได้ง่าย เหมือนกับการสั่งการภายใต้แผนกของตนเองรวมไปถึง การที่จะต้องดูแลแหล่งต่างๆ อีกหลายๆ แผนก ภายใต้การดูแลของตนเองจากการได้รับตำแหน่งงานที่สูงขึ้น อาจจะมีหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น จากเดิม 1 หน่วยงาน เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 หน่วยงาน และทั้งหมดนั้นคือ การเพิ่มปริมาณของความรับผิดชอบทั้งในแนวราบและในแนวลึก

5. วัดจากการได้รับเกียรติจากองค์กรหรือผู้บริหารขั้นสูงกว่า
เมื่อมีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ย่อมได้รับเกียรติจากองค์กรหรือผู้บริหารที่สูงกว่ากับตำแหน่งงานใหม่ที่เราได้รับ เช่น อาจมีการให้เรื่องของ รถประจำตำแหน่ง สวัสดิการต่างๆ เงื่อนไขพิเศษในการทำงาน หรือการใช้ชีวิตในองค์กรอันเป็นผลมาจากตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ซึ่งถูกกำหนดไว้โดยฝ่ายบุคคลว่า ในตำแหน่งงานใดๆ นั้น จะต้องได้รับสวัสดิการพิเศษ หรือเงื่อนไขพิเศษ หรือ สิทธิพิเศษอะไรบ้างในการดำรงตำแหน่งนั้น และนี่ก็ถือว่า เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งจากการได้รับตำแหน่งงานใหม่ ซึ่งจะเป็นเสมือนสิ่งเดียวที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคุณ โดยตรงที่ไม่มีผลกระทบจากเรื่องอื่นเข้ามาแทรกซ้อนในเรื่องของการได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ จากตำแหน่งงานนี้
6 วัดจากการได้รับเกียรติจากลูกน้อง
เมื่อมีตำแหน่งงานที่สูงขึ้นย่อมได้รับเกียรติจากลูกน้องต่อหน้า ทั้งแบบที่มีความจริงใจ และไม่จริงใจ หรือ อาจจะได้รับการตำหนิลับหลัง นั่นคือ สิ่งที่จะต้องยอมรับได้จากการที่ได้รับตำแหน่งงานใหม่ เพราะธรรมชาติของเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง ย่อมจะมองว่า หัวหน้ามักจะทำผิดเสมอในหลายเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ หรือเขาไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าที่จะพูดต่อหน้า หรือไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้า จึงทำได้เพียงแค่ การบ่นลำพังอยู่ลับหลัง หรือ ในกลุ่มเฉพาะถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่พึงพอใจ หรือคิดว่าผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ตัดสินใจผิดพลาด หรือ ทำไม่ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็นในความเห็นของลูกน้อง แต่ในที่ประชุม หรือ ต่อหน้า ก็มักจะได้รับเกียรติจากลูกน้อง ด้วยเหตุผลของตำแหน่งที่ตนเองได้รับการพิจารณาให้ดำรงอยู่ในขณะนั้น

7 วัดจากการได้รับการยอมรับจากลูกค้า
เมื่อมีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ย่อมได้รับการยอมรับจากลูกค้าที่เคยค้าขายด้วยกัน หรือ เคยติดต่องานด้วยกัน จากเดิม เคยเป็นผู้จัดการแผนกเล็กๆ ได้รับการโปรโมทให้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่าย ซึ่งดูแลแผนกเล็กๆ อีก 3-4 แผนก จากเดิมที่เคยทำอยู่ ดังนั้น เวลาที่พบปะกับลูกค้าจึงได้รับการยอมรับจากลูกค้าว่า เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ จึงสามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ได้ เมื่อมีการพบปะกับลูกค้าหรือได้รับโอกาสในการประชุมกับลูกค้า ย่อมได้รับเกียรติที่สูงขึ้น และได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้นจากตำแหน่งงานใหม่ที่ได้รับ ทำให้การพูดคุย หรือ การเจรจากับลูกค้ามีน้ำหนักมากขึ้น และมีความสามารถในการต่อรองได้มากขึ้นเพราะมาพบลูกค้าในตำแหน่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม มีอำนาจตัดสินใจมากกว่าเดิม มีความรับผิดชอบมากกว่าเดิม
8 วัดจากความพึงพอใจของคนในครอบครัว
เมื่อได้รับตำแหน่งงานใหม่ สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ความพึงพอใจของคนในครอบครัว เพราะถือว่าผู้นำในครอบครัวได้รับการยอมรับให้ดำรงตำแหน่งงานที่สูงขึ้น มีผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น เงินเดือนหรือ สวัสดิการที่เชื่อมโยงมาถึงคนในครอบครัว เช่น ลูกหรือภรรยา อันเป็นผลมาจาก การเข้ารับตำแหน่งใหม่ รวมไปถึงผลตอบแทนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเงินเดือนที่จะรับประจำปี รวมไปถึง ความภาคภูมิใจของคนในครอบครัว

9 วัดจากมาตรฐานที่ตัวเองกำหนดไว้
เมื่อได้รับตำแหน่งใหม่ ก็จะมีความภาคภูมิใจถึง มาตรฐานของตนเอง ที่มีความรู้สึก มีความเข้าใจว่า เป็นมาตรฐานที่สูงขึ้น เทียบกับในอดีต เพราะ ในตำแหน่งใหม่นั้น การทำงานจะยากขึ้น ลำบากขึ้น ใช้ความสามารถมากขึ้น ใช้ความรู้มากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นตัวหนึ่งที่จะวัดได้ว่าเราได้มีการพัฒนาขีดความสามารถ และศักยภาพในการทำงานให้สูงขึ้นไม่เช่นนั้น เราคงไม่สามารถมาดำรงตำแหน่งนี้ และทำให้งานในตำแหน่งนี้สำเร็จได้ด้วยดี
สรุปคำถาม ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น แต่ความสุขลดลง แบบนี้ยังเรียกว่าก้าวหน้าจริงไหม ?
สำหรับคำถามที่ว่า ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น แต่ความสุขลดลง แบบนี้ยังเรียกว่าก้าวหน้าจริงไหม จึงเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่ได้รับการโปรโมทให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้น ยังมีความสุขในการทำงานในตำแหน่งนั้นหรือไม่ เพราะตัวชี้วัดที่กล่าวมาข้างบนทั้งหมดนั้นเป็นเพียงภาพมายาที่เกิดขึ้นภายใต้ตำแหน่งใหม่ แต่ความสุขที่แท้จริงอยู่ในใจของผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่นั่นเองว่า
ก่อนหน้านี้กับปัจจุบันนี้ ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปความสุขเพิ่มขึ้น เท่าเดิม หรือ ลดลง คำตอบอยู่ที่ตัวของผู้ที่ได้รับการโปรโมทให้ได้รับตำแหน่งใหม่เองว่า มันดีกว่าเดิม หรือ แย่กว่าเดิมในแง่ของความสุข
กล่าวโดยสรุป ก็คือ ความก้าวหน้าในการทำงาน กับความสุขในการทำงาน มันเชื่อมโยงกัน แต่มันแยกกันอยู่ในจุดของตัวมันเอง เมื่อได้รับการโปรโมทให้มีตำแหน่งสูงขึ้น ภายใต้ตัวของมันเองนั้น เรียกว่า มีความก้าวหน้าอย่างแน่นอน ความสุขถ้าจะลดน้อยลง ก็ไม่เกี่ยวกับคำว่าความก้าวหน้าในการทำงาน แต่มันเป็นเรื่องของ ผลตอบแทนจากการได้รับตำแหน่งใหม่ ในรูปนามธรรม ที่วัดออกมาในรูปของความสุข
บทความที่เกี่ยวข้อง
https://hbr.org/2018/03/research-do-people-really-get-promoted-to-their-level-of-incompetence
https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/1748-8583.12539
https://orchidjobs.com/interest/thesameplace/






