AI เป็นเครื่องมือที่ดี ที่สามารถช่วยในการทำงาน ในการ Sourcing ให้มีประสิทธิภาพได้มากขึ้น แต่เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า AI จะมีวิธีคัดคนอย่างไร

1. AI คัดคนจาก keyword หรือ Pattern ที่ถูกกำหนดไว้ นั่นหมายความว่า ผู้ที่มีความสามารถในการเขียน Resume ให้ถูกใจ หรือเข้าทาง AI ได้ ก็จะถูก AI หยิบขึ้นมาพิจารณาก่อนเพราะ AI ทำงานแบบตรงไปตรงมา หมายความว่า ถูกกำหนดให้มองอย่างไร ก็จะมองแบบนั้น ซึ่งคนที่เข้าใจในการมองเห็นของ AI และสามารถเขียนให้ AI มองเห็นได้ง่ายและทันที จะได้เปรียบ
2. ผู้สมัครที่สามารถเขียนได้ตรงกับ keyword ก็จะได้เปรียบ เพราะ AI จะสแกน Resume โดยใช้คีย์เวิร์ดเป็นตัวนำในการดึงใบสมัครขึ้นมา หากผู้สมัครไม่ใส่คีย์เวิร์ดที่ถูกกำหนดให้ AI มองหาเป็นอันดับแรกๆ หรือไม่ใส่ Buzzword ใน CV จะทำให้หลุดจากการมองหาของ AI ในช่วงแรกได้ง่ายมาก จึงเป็นการสร้างโอกาสในความผิดพลาดที่จะคัดคนที่ต้องการได้ เพียงเพราะผู้สมัครไม่มีความรู้ ความสามารถในการเขียน Resume ให้ตรงกับคีย์เวิร์ด หรือสิ่งที่ AI ถูกกำหนดมาให้ค้นหาได้ตั้งแต่แรก
3. AI คือสิ่งที่เรียนรู้จากข้อมูลเก่าๆ ดังนั้น หากองค์กร ชอบดึงเรซูเม่ใด ๆ มาก็ตาม อยู่เป็นประจำ และมีความถี่ จะทำให้ AI เรียนรู้ว่า สิ่งที่องค์กรต้องการนั้น จะมีลักษณะ Profile หรือรูปแบบของ Resume หรือ keyword หรือ คุณสมบัติสำคัญอย่างไรที่เป็นที่ได้รับความสนใจ หรือยอมรับจากองค์กร ซึ่งจะทำให้ AI เรียนรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งที่องค์กรต้องการหา ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่อันตรายตรงที่ หากการเขียนคุณสมบัติต่างๆ ที่ต้องการหาไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก หรือไม่สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก หรือมีการหยิบ Resume ขึ้นมาโดยความชอบของผู้พิจารณา Resume ในแนวทางที่ตัวเองสนใจซ้ำๆ บ่อยๆ AI ก็จะเรียนรู้ และคัดคนที่มี Profile ใกล้เคียงแบบนั้นมาตลอด จึงทำให้ไม่สามารถที่จะได้ Profile ที่แตกต่าง หรือ Profile ที่อาจจะตรงกว่า แต่เป็น Profile ที่ไม่ถูกคัดเลือกมาตั้งแต่แรก หรือมีความถี่น้อยกว่าในการถูกเลือกขึ้นมา ทำให้ Profile เหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ Profile ที่น่าสนใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจจะเป็น Profile ที่ต้องการตามหาจริงๆ เพียงแต่มีความถี่น้อย AI จึงไม่จดจำ และไม่นำไปเป็นข้อมูลในการพิจารณาในการดึง Resume ขึ้นมา

4. AI จะทำงานแบบซ้ำๆ เดิมๆ และมองข้ามความแตกต่างถ้าหากว่าการทำงานแบบซ้ำๆ เดิมๆ ของ AI เป็นการเลือก Profile ที่ถูกต้อง และแม่นยำ และเป็นไปตามที่องค์กรต้องการจริงๆแล้ว สิ่งนี้ AI จะเป็นผู้ช่วยที่ดีในการคัดเลือกคนที่มีแนวโน้มที่องค์กรต้องการอย่างแท้จริง แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากเริ่มต้นผิดตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก AI ก็จะเลือกคนซ้ำๆ ในทิศทางเดิม ซึ่งอาจจะเป็นทิศทางที่ไม่ใช่องค์กรต้องการอย่างแท้จริง แต่เริ่มต้นจากความผิดพลาดในการดึงข้อมูลชุดแรกมา และดึงซ้ำๆ มาในแบบเดิมตลอด จึงเป็นทั้งข้อดี และข้อที่น่ากังวลใจ ในการใช้งาน AI ในการเลือก Resume
5. เนื่องจาก AI ทำตามคำสั่งและทำงานตามเงื่อนไขที่วางไว้ให้เท่านั้น จึงทำให้ AI จะเป็นลักษณะ เครื่องมือที่ชอบคนที่ตรงกับ Job Description เป๊ะๆ นั่นหมายความว่า เมื่อ Job Description เขียนว่าอย่างไร AI ก็จะเอาข้อมูลใน Job Description นั้นไป Match หรือ จับคู่กับ Resume ที่มีอยู่ นั่นแปลว่า หากผู้สมัครคนใด มีความสามารถในการเขียน Job Description ให้มีโอกาสที่ AI จะนำ Job Description นั้น ไปจับคู่กับข้อมูลใน Resume แล้วตรงกันมากที่สุด ก็จะสร้างโอกาสให้ Resume นั้นถูกดึงขึ้นมาก่อน เพราะความถี่ในการจับคู่ของข้อมูลที่อยู่ใน Job Description กับข้อมูลที่เขียนใน Resume นั้น ยิ่งมีความถี่มากเท่าไหร่ในการจับคู่กันได้ ในข้อความที่ต้องการมองหานั้น ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น ในการที่ Resume จะถูกดึงขึ้นมาพิจารณาเป็นอันดับแรก
6. สิ่งที่น่ากังวลต่อไป ก็คือ คนที่เก่งอาจจะไม่เป๊ะ มีคุณสมบัติตรงกับตาม Job Description ที่ต้องการ แต่เมื่อได้ทำงานจริงแล้ว อาจจะมีโอกาสที่จะทำงานได้ไปได้ไกลกว่า ซึ่งในส่วนนี้ มักจะเป็นส่วนในเรื่องของผู้ที่ต้องใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์ เช่นงาน Creative หรืองาน Startup หรือ งานที่ต้องการสร้าง Growth ให้กับองค์กร ซึ่งงานลักษณะนี้ มักจะเป็นงานที่มีความเป็นเฉพาะตัว ไม่ใช่งานที่มีอยู่ใน Job Description ทั่วๆ ไป ที่อยู่ในเรื่องปกติของ Job Description มาตรฐาน ดังนั้น AI ก็อาจจะไม่คัดคนเหล่านี้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ คือ คนที่ต้องการค้นหาสูงสุดสำหรับงานนั้นๆ
7. AI มักจะเลือกคนแบบเดิมๆ มาให้เราเสมอๆ เพราะ AI เรียนรู้จากสถิติเดิมๆ ข้อมูลเดิมๆ ที่ทำซ้ำๆ กันมา จนทำให้ AI เรียนรู้ว่า นั่นคือ สิ่งที่ AI ควรจะเลือก หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่องค์กรต้องการ ดังนั้น ทุกครั้งที่ใช้ AI ในการ Sourcing คน จะได้คนที่มีลักษณะแบบเดิมๆ ซ้ำๆ กัน คล้ายๆ กัน มาตลอด เพราะเงื่อนไขในการค้นหาของ AI นั้น ค้นหาตามข้อมูลที่กำหนดให้ และใช้ความเคยชิน หรือความถี่ของการค้นพบข้อมูลต่างๆ เพื่อจดจำ และนำไปใช้ในการค้นหาในรอบต่อๆไป ซึ่งลักษณะนี้ จะมีความเสียหายในกรณีที่เราต้องการค้นหาคนที่มี Soft skill มี Mind Set ที่ AI ไม่สามารถจับได้เป็นมาตรฐานปกติทั่วไปในการค้นหา
8. AI มักจะผิดพลาดในการค้นหาคนที่มีของจริงที่อยู่ในผลงาน หรือประสบการณ์ลึกๆ ได้ เพราะลักษณะนี้ จะเป็นลักษณะข้อมูลที่เป็นเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่เป็นข้อมูลทั่วไป และความถี่ในการบันทึกข้อมูลเหล่านี้ในระบบก็มีน้อย จึงทำให้ AI มักจะพลาด ที่จะได้คนที่มีผลงานอย่างที่แท้จริง มีประสบการณ์ลึกๆ ในมุมใดมุมหนึ่งซึ่งเป็นมุมเฉพาะกิจจริงๆ ไม่สามารถจะดึงข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา หรือดึง Resume เหล่านี้ขึ้นมาให้พิจารณาได้ จึงพลาดโอกาสที่จะได้คนลักษณะแบบนี้ไปในการค้นหา

เราลองมาดูข้อดีของ AI ที่สามารถจะช่วยงานเราได้
1. AI จะสามารถหา Candidate ได้เร็วและกว้างขวาง ในกรณีที่ มีการสร้างเงื่อนไขให้ AI เข้าไปค้นหาข้อมูลให้กว้างขวางก็จะทำให้ AI สามารถที่จะได้คนได้รวดเร็ว เนื่องจาก AI สามารถทำงานได้ตลอดเวลา และไม่มีความเหนื่อยล้าในการอ่าน Resume ยิ่งใส่เงื่อนไขมากเท่าไหร่ AI ก็จะยิ่งจับฐานข้อมูล Resume ได้มากขึ้นเท่านั้น แต่นั่น ก็อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของปริมาณ Resume ที่ได้มามากและรวดเร็ว แต่จะมีคุณภาพตรงตามที่ต้องการจริงมากน้อยเพียงใด นั่นเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาจาก Resume ที่ได้มาจริงๆ กับสิ่งที่ต้องการว่า มีความแตกต่างหรือเบี่ยงเบนซ์จากความต้องการมากน้อยเพียงใด
2. AI จะช่วยหา Candidate ที่ HR ไม่สามารถหาเจอหรือหาไม่เจอได้ เนื่องจากความอ่อนล้าในการอ่าน Resume หรือการสกรีน Resume ซึ่งความเป็นจริงอย่างหนึ่ง คือ มนุษย์ไม่สามารถที่จะอ่าน Resume ทุกอันได้อย่างละเอียด และแกะข้อมูล หรือ แกะคุณสมบัติที่ต้องการได้อย่างแท้จริง จึงทำให้มีโอกาสที่จะพลาด Resume ที่หาไม่เจอ ในขณะที่ AI เป็นระบบสมองกลที่ไม่มีความเหนื่อยล้า และทำงานตามคำสั่ง และเงื่อนไขที่กำหนดให้ตลอดเวลาอย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ ครั้ง ที่อ่านเรซูเม่จึงทำให้ AI จะช่วยให้ HR ได้คนที่อาจจะพลาดไปจากการทำงานโดยใช้มนุษย์เป็นคนคัด Resume แทน
3. เนื่องจาก AI ทำงานตามเงื่อนไขตัวหนังสือหรือโค้ดทางด้านโปรแกรมอย่างตรงไปตรงมา จึงจะไม่มีคำว่าลำเอียง ชอบหรือไม่ชอบ Resume ของพนักงานคนใด ซึ่งแตกต่างจากการที่ใช้บุคคลในการอ่าน Resume มักจะมีความชอบส่วนตัว หรือไม่ชอบส่วนตัว อันเนื่องมาจากประสบการณ์ชีวิต หรือปมอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ที่อ่าน Resume จึงทำให้บางครั้ง เกิดความลำเอียงขึ้นในการค้นหาโดยใช้คน แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อใช้ AI ในการค้นหา เพราะ AI จะไม่มีเรื่องของความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาดเป็นเพียง คณิตศาสตร์ หรือ ตรรกะทางด้านโปรแกรมเมอร์เท่านั้น ที่ใช้ในการตัดสินใจ

4. ในการใช้งาน AI นั้น หากเราสามารถกำหนด Weight น้ำหนักของข้อมูลต่างๆ หรือเงื่อนไขต่างๆ ให้แตกต่างกัน ตามความต้องการ หรือความจำเป็นของคุณสมบัติพนักงานที่เราต้องการนั้นจะช่วยให้การค้นหาของ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เราอาจจะให้น้ำหนัก ในเรื่องของผลลัพธ์จากการทำงาน เช่น ยอดขายเติบโตโดยกำหนดไปว่า คำว่ายอดขายเติบโตนั้น เทียบภายใต้เงื่อนไขใดระหว่าง ยอดขายที่เป็นมูลค่าเงิน หรือเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ AI ฉลาด และคัดกรองลงไปในรายละเอียดที่ลึกขึ้นและชัดเจนขึ้น และได้คนที่ตรงความต้องการมากขึ้น
5. ต้องเลือกใช้ AI จาก Prompt ต่างๆ เพื่อให้เกิดการDouble Check ของการทำงาน ใน Prompt ที่แตกต่างกันหรือ Platform ที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนเป็นสิ่งที่คอยตรวจสอบซึ่งกันและกันว่า AI 2 ค่ายที่แตกต่างกัน จะเลือกพนักงานมาให้ในลักษณะที่คล้ายกัน หรือใกล้เคียงกันได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ผู้สมัครที่เป็นเพชรที่แท้จริง ไม่หลุดออกจากวงโคจรในการคัดเลือกเบื้องต้นอย่างน่าเสียดาย
6. AI นอกจากจะช่วยเลือกพนักงานที่น่าสนใจให้กับเราแล้ว แต่ในท้ายที่สุดเราเอง ก็ควรจะนำไบสมัครที่ AI ไม่ได้พิจารณา มาดูในเบื้องต้น เผื่อว่า จะมีผู้สมัครที่เป็นเพชรที่เรากำลังมองหา หลุดจากเงื่อนไขของ AI โดยเกิดจากความผิดพลาดในการสร้างเงื่อนไขตั้งแต่แรก แต่หากเราเขียนเงื่อนไขต่างๆ ให้ถูกต้องตั้งแต่แรก โอกาสที่จะเกิดสิ่งนี้ย่อมมีน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่าสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำแบบสุ่มเพื่อให้แน่ใจว่า AI ไม่ได้หลุด หรือผิดพลาดในการคัดคนที่เราต้องการทิ้งไป เนื่องจากความผิดพลาดของระบบ

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
https://link.springer.com/article/10.1007/s00146-025-02434-3
https://orchidjobs.com/author/suphakit1234/






