เป้าหมายเดียวกันของ Maintenance Technician กับ Maintenance Engineer คือเครื่องจักรต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา
ถ้ามองในภาพรวมของการทำงานแล้ว มีเป้าหมายเดียวกันของ Maintenance Engineer หรือ Maintenance technician มีเป้าหมายในการบำรุงรักษาเครื่องจักรให้อยู่ในความพร้อมในการใช้งานตลอดเวลา และมีความสมบูรณ์แบบในทุกเงื่อนไขที่ต้องมี เพื่อให้ประสิทธิภาพของการใช้เครื่องจักรอยู่ในขีดสูงสุดที่เครื่องจักรจะทำได้ แต่เนื่องจาก ลักษณะงานมีขอบเขตตั้งแต่ เรื่องของงานทางด้านการวางแผนหรือ การบริหารการซ่อมบำรุงไปจนถึงการลงรายละเอียดที่หน้างาน เพื่อซ่อมแซมเครื่องจักรที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเสียหายกะทันหัน ให้กลับมาทำงานได้เร็วที่สุดและ ทำงานภายใต้สภาวะเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบที่สุด เหมือนก่อนที่จะเกิดปัญหาการเสียหายของเครื่องจักร หรือ ที่เรียกว่า Shut down เรามาแยกแยะกันว่า ขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งนั้นต่างกันอย่างไร

Maintenance Technician เปรียบเสมือนด่านหน้า ที่ต้องเผชิญกับปัญหาทันทีที่เกิดขึ้น และต้องรีบแก้ไขให้เรียบร้อยทันท่วงที ซึ่งหน้าที่ของ Maintenance Technical ที่สำคัญๆ จะประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบด้วยกัน
1. การซ่อมฉุกเฉิน หรือที่เรียกว่า Emergency Maintenance หมายถึง การเข้าไปถึงหน้างานอย่างทันที เมื่อเครื่องจักรเกิดการเสียหาย และรีบดำเนินการซ่อมให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด หรือในระยะเวลาอันสั้นที่สุด เพื่อให้ชั่วโมงของการเกิดความสูญเสียในการผลิต หรือที่เรียกว่า Shut Down cost เกิดขึ้นน้อยที่สุด และทำให้ Production สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ และส่งมอบสินค้าได้ทัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในการถูกปรับ หรือสูญเสียโอกาสในการค้าขาย แต่กรณีแบบนี้จะเกิดขึ้นและมีประสิทธิภาพได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วย
1.1. การมีคู่มือการซ่อมบำรุงที่ชัดเจนในขั้นตอนของการซ่อมบำรุงเตรียมพร้อมไว้เสมอ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้ทันที
1.2. การมีช่างที่ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนมีความเชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงในทุกสถานการณ์ และสามารถปฏิบัติตามคู่มือได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
1.3. การมีอะไหล่ที่จำเป็นต้องใช้ในการซ่อมบำรุงเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หรืออะไหล่ที่หาซื้อได้ทั่วไป และ ต้องสามารถหาได้ภายในเวลาที่กำหนดและรวดเร็วที่สุด
1.4. การมีเครื่องมือที่เพียงพอเหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุงให้ทันเวลา
1.5. การมี checklist ที่ถูกต้อง เพื่อประเมินผลของการซ่อมบำรุงว่า ได้ทำตามขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้การซ่อมบำรุงนั้น สามารถสำเร็จลุล่วงได้ในทันที ที่เข้าทำการซ่อมบำรุงอย่างอย่างเร่งด่วน
2. ตรวจเช็คอะไหล่อยู่สม่ำเสมอ ว่า อะไหล่ที่จำเป็นที่ต้อง สต๊อกเก็บไว้อย่างน้อย 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน จะต้องมีพร้อมตลอดเวลา และมีปริมาณมากเพียงพอสำรองไว้ ในกรณีที่ นำอะไหล่ไปใช้แล้วเกิดความผิดพลาดในการซ่อมบำรุง จนต้องใช้อะไหล่ซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามีอะไหล่เพียงพอไม่เกิดปัญหาขั้นตอนการรออะไหล่ รวมไปถึงส่วนประกอบต่างๆ ที่ไม่ใช่อะไหล่หลัก แต่จำเป็นต้องมีตลอดเวลา แม้จะสามารถหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ต้องมีสำรองไว้ส่วนหนึ่งในเบื้องต้น เพื่อให้ทำการซ่อมบำรุงได้อย่างต่อเนื่องได้ ในขณะที่ไปซื้อส่วนประกอบต่างๆ มาเพิ่มเติม การทำงานจะได้ดำเนินการล่วงหน้าไปได้

3. การทำ Preventive Maintenance ช่างซ่อมบำรุงจะต้องทำหน้าที่ ในการตรวจสอบเครื่องจักรตามกำหนดเวลาที่กำหนด และทำตามคู่มือที่กำหนด เพื่อให้ตรวจพบสาเหตุ หรือความเสี่ยงที่เกิดความเสียหายอย่างกะทันหัน ทำให้สามารถรีบแก้ไขเปลี่ยนอะไหล่ หรือปรับปรุงสภาพของเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้เกิดความเสี่ยง ที่เครื่องจักรจะเสียหายและ Shut down อย่างกะทันหัน เพราะการทำ Preventive Maintenance นั้น เปรียบเสมือนการตรวจพบเจอโรคภัยต่างๆ ล่วงหน้า และมีเวลาพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้ทันเวลา จนไม่มีเหตุการณ์ความเสียหายกะทันหันเกิดขึ้นได้
4. ศึกษาทบทวนคู่มือของการซ่อมบำรุงเครื่องจักรต่างๆ อยู่ตลอดเวลา แม้จะมีความชำนาญในการซ่อมบำรุงแล้วก็ตาม ก็ต้องมีการศึกษาทบทวนคู่มืออยู่ตลอดเวลา เนื่องจากคู่มือต่างๆ นั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทได้ตลอดเวลา ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องจากเครื่องจักรต่างๆ จะมีการพัฒนาและปรับปรุงตลอดเวลา ทำให้คู่มือเก่าอาจจะล้าสมัยไป หรือมีบางอย่างที่เปลี่ยนสภาพเงื่อนไขในการซ่อมบำรุงจากเดิมไป เนื่องจากมีการพัฒนาเครื่องจักรใหม่ๆ ภายใต้เทคโนโลยีใหม่ๆ จึงทำให้การศึกษาทบทวนคู่มือที่ล่าสุดอยู่เสมอ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในการซ่อมบำรุงและมีความชำนาญ และเตรียมการล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี
5. ตรวจตราสภาพเครื่องจักร และการใช้งานของผู้ที่ใช้งานเครื่องจักรว่า มีการใช้งานเครื่องจักรอย่างถูกต้องตามหลักการ หรือที่คู่มือกำหนดไว้หรือไม่ เพราะหากผู้ใช้เครื่องจักรนั้น ไม่ได้รับการฝึกอบรมให้ใช้เครื่องจักรอย่างถูกต้อง เป็นไปตามคู่มือ แม้จะทำให้การทำงานนั้นสามารถทำได้ แต่จะเร่งให้ความเสียหายของเครื่องจักรเสียหายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น หรือเสียหายอย่างที่ไม่ควรจะเป็น เนื่องจากการใช้งานผิดวิธี แต่เครื่องจักรก็ยังฝืนทำงานได้อยู่
Maintenance Engineer ก็มีเป้าหมายเดียว Maintenance Technician เพียงแต่ ลักษณะของ Maintenance Engineer นั้น จะเป็นไปในลักษณะของงานทางด้านการวางแผนสนับสนุน และเตรียมความพร้อมให้กับTechnician มากกว่าที่จะลงมือไปทำเอง เนื่องจาก งานที่หน้างานนั้น เป็นหน้าที่ของ Technician โดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้น Maintenance Engineer จึงมีหน้าที่เปรียบเสมือน เป็นสมอง เป็นหู เป็นตา และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ที่คอยช่วยเหลือ Maintenance Technician ให้ทำงานราบรื่น จากการซัพพอร์ต หรือการเตรียมงานของ Maintenance Engineer ในส่วนของการบริหาร หรือการวางแผน ซึ่งสิ่งที่ Maintenance Engineer จะต้องสนับสนุนการทำงานนั้นมีอะไรบ้าง

1. ศึกษาส่วนประกอบของเครื่องจักรต่างๆ เพื่อให้เข้าใจว่าเครื่องจักรต่างๆ มีส่วนประกอบอย่างไรบ้าง และมีอะไหล่ หรือชิ้นส่วนใดบ้าง ที่มีความสำคัญอ่อนไหว และเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายของเครื่องจักร เพื่อให้สามารถทำการวางแผนในการจัดซื้ออะไหล่เตรียมไว้ รวมไปถึงการค้นหาอะไหล่ที่สามารถใช้ทดแทนได้ในกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถจัดซื้อหรือจัดหาอะไหล่แท้จริงมาใช้งานได้ทันเวลา เนื่องจากเหตุสุดวิสัยบางประการ จึงจำเป็นจะต้องมีแหล่งที่เป็นอะไหล่สำรองเทียบเท่าที่สามารถใช้งานชั่วคราวแทนได้ในช่วงระหว่างรออะไหล่จริง
2. ทำการเปรียบเทียบสเปคของอะไหล่ต่างๆ ของเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ที่มีมาตรฐานเดียวกัน แต่ผลิตจากผู้ผลิตที่แตกต่างกัน ก็ต้องทำการเปรียบเทียบสเปคว่า มีความเหมือนกัน ใช้งานแทนกันได้ 100% แม้จะเป็นคนละยี่ห้อ แต่ก็ถือว่าใช้ทดแทนกันได้ 100% และทำการเปรียบเทียบสเปคของอะไหล่ ที่อาจจะใช้มาตรฐานเดียวกัน แต่เป็นอะไหล่ที่ไม่ใช่อะไหล่แท้จากโรงงานผู้ผลิตแต่ก็สามารถใช้งานแทนได้ แม้ว่าความทนทานอาจจะน้อยกว่าอะไหล่แท้ แต่ก็สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในกรณีที่อะไหล่แท้ขาดตลาดหรือสั่งมาไม่ทัน
3. วางแผนซ่อมบำรุงทั้งระบบ หมายถึง ตั้งแต่การวางแผนเกี่ยวกับ Preventive Maintenance ไปจนถึงการวางแผนในกรณีที่เกิด Emergency Shutdown ของเครื่องจักร ซึ่งเป็นหน้าที่ของ Maintenance Engineer ที่ต้องวางแผนการทำงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ การเตรียมการในส่วนของแผนการทำงานฉุกเฉิน ในส่วนของแผนการทำงานหลังจากการซ่อมบำรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อคอยติดตามผลการใช้งานของเครื่องจักรว่า กลับมาอยู่ในสภาพเดิม 100% แล้ว
4. ศึกษาจัดทำคู่มือการใช้งานเครื่องจักร และคู่มือการซ่อมบำรุง จากผู้ผลิตเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากต้นฉบับที่เป็นภาษาต่างประเทศ หรือการแปลมาเป็นภาษาไทย เพื่อให้ Maintenance technician สามารถอ่านทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง และใช้เป็นแนวทางในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรภายใต้คู่มือที่เป็นต้นฉบับ ซึ่งหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของ Maintenance Engineer ในการจัดทำให้สมบูรณ์ และแจกจ่ายให้กับ Maintenance Technician ได้ศึกษา และเข้าฝึกอบรมทำความเข้าใจ ซักซ้อม สอบถาม ตรวจทาน ถึงขั้นตอนต่างๆ ที่มีอยู่ในคู่มือ เพื่อให้แน่ใจว่ามีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน

5. จัดทำงบประมาณในการซ่อมบำรุงทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมบำรุงในช่วงที่เป็น Preventive Maintenance หรือ งบประมาณที่เตรียมพร้อมไว้ สำหรับ Emergency Shutdown Maintenance รวมไปจนถึง หลังจากที่ซ่อมบำรุงเสร็จแล้ว After Maintenance เพื่อให้งบประมาณมีเพียงพอที่จะนำเงินการในทุกขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งนี้จะต้องมีความเข้าใจในขั้นตอนทุกขั้นตอน เพื่อจะสามารถจะทำงบประมาณที่ถูกต้องได้และเพียงพอ
6. จัดทำในเรื่องของ Emergency plan ซึ่งเป็นหน้าที่ของ Maintenance Engineer ที่จะต้องจำลองสถานการณ์ที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา Emergency Shut Down ว่า มีกรณีใดบ้างที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด Emergency Shut Down และต้องเตรียมการที่จะจัดทำ Emergency plan ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการคาดการณ์ หรือการจำลองความเป็นไปได้ของโอกาสที่จะเกิดความสูญเสียของเครื่องจักรภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่ผิดปกติ ซึ่ง Emergency plan นี้ จะต้องทำอย่างละเอียด ชัดเจน และเข้าใจง่าย และมีการฝึกซ้อมทำความเข้าใจอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งมีความทันสมัย หรืออัพเดทข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
ึึึ7. ประเมินเรื่องของ Loss ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการ Shutdown ทุกกรณี ว่าในแต่ละกรณีนั้น เมื่อเกิด Emergency Shut Down ขึ้น แล้วทำให้บริษัทสูญเสียอะไรบ้าง ทั้งในแง่ของการสูญเสียโอกาสในการขายสินค้า loss of Sales opportunity รวมไปถึง Shutdown cost ที่ทำให้เกิด Idle Time
กล่าวโดยสรุปแล้ว หน้าที่ของ Maintenance Engineer และ หน้าที่ของ Maintenance Technician นั้น มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้การผลิตทั้งหมดมีความราบรื่น มีประสิทธิภาพ เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายจากการขาย หรือความเสียหายจากการหยุดชะงักของการทำงาน เพียงแต่ แบ่งงานกันใน 2 ส่วน คือ Maintenance Engineer ทำหน้าที่ ในเชิงของการวางแผน และสนับสนุนการทำงานของ Maintenance Technician ส่วน Maintenance Technician นั้น มีหน้าที่ เข้าไปแก้ปัญหาที่หน้างานให้ทันเวลา และเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
https://upkeep.com/learning/different-maintenance-titles/
ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ บทความจาก OrchidJobs
https://orchidjobs.com/article-2/






