Sandwich Generation คนวัยทำงานที่ถูกบีบตรงกลาง ระหว่างดูแลพ่อแม่สูงวัยและลูกน้อย
ในยุคปัจจุบันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคที่ผู้สูงวัยชรามีมากขึ้น ในขณะที่เด็กเกิดใหม่มีน้อยลง ทำให้คนทำงานที่อยู่ในยุคปัจจุบันนั้น จะต้องแบกรับภาระทั้งคนชรา คือ พ่อและแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่ต้องคอยดูแล ในขณะเดียวกัน ก็จะมีลูกน้อยที่ต้องคอยดูแลเลี้ยงดูให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นภาระที่อยู่ทั้งด้านบนและด้านล่างดังนั้นจึงทำให้กลุ่มคนวัยทำงานในยุคปัจจุบันนี้เปรียบเสมือน ไส้ Sandwich ที่ถูกบีบอยู่ตรงกลางจากทั้งข้างบนและข้างล่าง

สิ่งนี้เปรียบเสมือนเป็น วิกฤตเงียบของคนทำงานในยุคนี้ เพราะอัตราการเกิดน้อยลง ในขณะที่ผู้สูงวัยมีอายุยืนยาวมากขึ้น นั่นหมายความว่า ในอนาคตจะมีผู้สูงวัยหรือวัยชราจำนวนมากที่ต้องการการดูแล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตามมาอยู่ไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็จะมีเด็กเกิดใหม่น้อยลง นั่นหมายความว่า จะมีคนทำงานน้อยลงในอนาคต ซึ่งไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ เพื่อจะนำมาจ่ายภาษีที่รัฐบาลจะต้องการ เพื่อมาดูแลคนทั้งหมดในระบบ จึงอาจเกิดปัญหาในระยะยาวว่า รัฐบาลอาจจะไม่สามารถให้สวัสดิการต่าง ๆ ได้ครอบคลุม หรือให้ได้มีคุณภาพเหมือนในอดีต เนื่องจากการเก็บภาษีหรือรายได้ของรัฐบาลมีน้อยลง ในขณะที่ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมีมากขึ้น จึงเป็นเหตุให้ สถานการณ์ในอนาคต เป็นสิ่งที่ยากลำบากมากขึ้น และคนที่ทำงานในวัยปัจจุบันนี้ ก็จะถูกบีบอัดจากภาระรอบด้าน จึงเรียกว่า เป็นภัยเงียบของ Sandwich Generation ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่ในไทย งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา พบว่าคนกลุ่มนี้เจอปัญหาทางการเงินมากกว่าคนทั่วไปถึงเท่าตัว (36% เทียบกับ 17%) โดยวิกฤตเงียบของคนทำงานในยุคปัจจุบันจะมีสาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้
1. ภาระทางการเงินมากขึ้น เพราะต้องดูแลคนทั้ง 2 รุ่นในเวลาเดียวกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายในปัจจุบันนั้น มีต้นทุนสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้สูงวัยเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาล และ ภาระค่าใช้จ่ายของรุ่นลูกเกี่ยวกับการเรียนหนังสือและการใช้ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโต ซึ่งค่าเลี้ยงดูของเด็กในปัจจุบันนั้นสูงมากเทียบกับในอดีต เพราะต้นทุนต่างๆ ในการดำเนินชีวิตนั้นมีค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ความสามารถในการหาเงินในสภาวะการแข่งขันที่สูงนั้นทำได้ยาก ในขณะที่ ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่ว่าส่วนใดก็ตาม ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่าคนกลุ่ม Sandwich Generation มีค่าใช้จ่ายดูแลคนสองรุ่นเฉลี่ยสูงถึงปีละ 10,000 ดอลลาร์ หรือราว 350,000 บาทเลยทีเดียว
2. ค่าผ่อนบ้าน เพราะเศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น จึงทำให้ต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนของที่ดินต่างๆ ที่นำมาใช้ในการสร้างบ้านจัดสรร หรือที่อยู่อาศัย หรือคอนโดมิเนียม ที่ให้คนทำงานสามารถซื้อหรือผ่อนชำระได้ แต่อาจจะไม่มีคุณภาพเพียงพอหรือใหญ่โตเพียงพอสำหรับการดูแล ทั้งผู้สูงวัยและเด็กในเวลาเดียวกัน เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์มีราคาที่สูงขึ้น แพงขึ้น ความสามารถในการหาเงิน จึงไม่สามารถที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีความใหญ่โตเพียงพอสำหรับการดูแลคนทุกกลุ่มไปพร้อมๆ กัน จึงทำให้เป็นปัญหาคุณภาพชีวิตของที่อยู่อาศัย ที่ถูกจำกัดด้วยความสามารถในการหาเงิน แต่ต้องจ่ายแพงกว่าในอดีตมาก
3. ค่าผ่อนรถในปัจจุบันนี้ก็สูงมากเช่นกัน เนื่องจากรถต่างๆ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผลิตออกมาและทำให้ราคาของรถที่ขายอยู่ในปัจจุบันนั้นมีราคาสูง เพราะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใส่เข้าไปในรถ โดยที่อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในการขับรถพื้นฐานทั่วไปในการใช้งาน แต่เนื่องจากมีการแข่งขันสูงจึงทำให้มีความพยายามผลิตรถยนต์ขึ้นมา ด้วยการแข่งขันทางเทคโนโลยีต่างๆ และทำให้ต้นทุนของรถยนต์สูงเกินความจำเป็น ในขณะที่โอกาสที่จะได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในการขับขี่ประจำวันไปทำงานนั้น แทบจะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นน้อยมาก แต่ต้องจ่ายแพงมากเพื่อให้ได้รถใช้งานเพียงฟังก์ชันพื้นฐานในการขับไปทำงาน หรือขับไปทำธุระเท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่บั่นทอนศักยภาพในการใช้จ่าย ทำให้เกิดปัญหาในการที่จะมีเงินเหลือที่จะดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กให้มีคุณภาพได้ เพราะหมดค่าใช้จ่ายไปกับการผ่อนบ้านผ่อนรถ

4. ความเครียดสะสม สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาทางการเงินที่เรียกว่า ชักหน้าไม่ถึงหลัง และไม่สามารถจะหลีกหนีจากปัญหาดังกล่าวได้ จึงทำให้เกิดความเครียดสะสมและจะส่งผลต่อสุขภาพจิต และประสิทธิภาพในการทำงาน สอดคล้องกับงานวิจัยที่พบว่ากลุ่มนี้เผชิญปัญหาด้านอารมณ์สูงถึง 44% ขณะที่คนดูแลทั่วไปอยู่ที่ 32% ยิ่งเป็นสาเหตุให้มีโอกาสที่จะตกงานได้มากขึ้น เนื่องจากมีความเครียดสะสม จึงไม่มีสมาธิในการทำงานหรือทำงานได้ไม่ดี เกิดปัญหาในการทำงานในสภาวะการแข่งขันที่สูง และมีคนที่ต้องการงานสูงมาก ที่พร้อมจะแย่งงานอยู่ตลอดเวลา หากเกิดตำแหน่งว่างขึ้นมา ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะมีความผิดพลาดในการทำงานจากความเครียดสะสม จนทำให้เกิดตกงาน ก็จะเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็น วิกฤตภัยภัยเงียบของคนทำงาน
5. ต้องทำงานเต็มเวลาเพื่อรักษางานเอาไว้ หรือบางครั้งอาจจะต้องทำงานล่วงเวลา หรือทำงานหนักขึ้น เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จากการทำ over time หรือทำงานพิเศษเพิ่มเติมในวันหยุด เพื่อหารายได้ให้มากเพียงพอกับค่าใช้จ่าย จึงทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อย ขาดโอกาสในการที่จะใช้เวลาในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเอง เพราะ เวลาทั้งหมด ที่ใช้ไป ตลอดสัปดาห์นั้น ใช้ไปกับการทำงาน จึงไม่มีโอกาสได้ศึกษาพัฒนาความรู้ใหม่ๆ จนทำให้ศักยภาพในการทำงาน หรือความสามารถในการทำงานลดน้อยลงเทียบกับการแข่งขันปัจจุบัน ทำให้มีโอกาสที่จะตกงานได้
6. ไม่มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ อาจจะเป็นเหตุให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม หรือเกิดปัญหาสุขภาพอย่างฉับพลันในอายุยังน้อย เป็นเหตุให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ หรือจะต้องออกจากงาน เพื่อไปทำงานส่วนตัวหรือไปทำค้าขาย ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ยากขึ้นไปอีกเนื่องจากรายได้ไม่แน่นอน เทียบกับการได้เงินเดือนประจำ แต่มีความเป็นไปได้สูง เพราะปัญหาสุขภาพอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเครียดสะสมจนเป็นเหตุให้ต้องถูกออกจากงานอย่างไม่ตั้งใจ

7. ไม่มีโอกาสที่จะเก็บเงินสำหรับเตรียมเกษียณสำหรับตัวเองได้ในอนาคต เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างในปัจจุบันนั้น ได้ใช้เงินทั้งหมดไปแล้วกับเงินได้มาในแต่ละเดือน จึงทำให้จะเข้าสู่วงจรเดียวกับผู้สูงอายุที่เขากำลังดูแลอยู่ในขณะนี้ ที่ไม่สามารถจะมีรายได้หรือมีเงินเก็บเพียงพอ ที่จะดูแลตัวเองได้ นั่นหมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่เขากำลังดูแลอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นภาพในอนาคตของตัวเขาเอง เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่เขาไม่สามารถทำงานต่อได้แล้ว หรือเกษียณไปแล้ว แต่ไม่มีเงินเก็บ ก็จะกลายเป็นภาระให้กับรุ่นลูกต่อไปที่จะต้องมาดูแลผู้สูงวัย ซึ่งหมายถึงตัวเขาเองในอนาคต และลูกเขาก็จะกลายเป็น Sandwich Generation สืบต่อไปในรุ่นถัดไป เป็นปัญหาที่วนเวรยนกันไม่มีที่สิ้นสุด
8. เพราะต้องดูแลผู้สูงวัย จึงมีโอกาสสูงที่จะต้องลางานบ่อยๆ เพื่อจะพาผู้สูงวัยไปตรวจสุขภาพ หรือไปพบแพทย์ หรือไปทำกายภาพบำบัด หรือกรณีที่ป่วยติดเตียง อาจจะต้องลางานบ่อย เพื่อไปดูแลในเหตุที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่ผู้ที่ดูแลประจำอาจจะไม่สามารถดูแลได้ จึงทำให้เกิดการการลางานกะทันหัน และก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดความเสี่ยงที่จะตกงานในอนาคตอันใกล้ หรือต้องลาออกมา เพื่อจะดูแลสุขภาพหรือดูแลผู้สูงวัยอย่างเต็มที่
9. เพราะความกังวลในปัญหารอบด้านอยู่ตลอดเวลา จึงให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจจะทำงานผิดพลาด หรืออาจจะทำงานไม่สำเร็จเสร็จสิ้นในเวลาที่กำหนด เนื่องจากต้องแบ่งเวลาบางอย่าง ไปดูแลผู้สูงวัยหรือดูแลลูก เป็นผลให้ไม่สามารถทุ่มเทกับการทำงานได้เต็มที่ จนทำให้ผลงานอาจจะไม่ได้คุณภาพ หรือช้ากว่าที่ควร จะเป็นอันเป็นเหตุผลให้มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียงานและรายได้จากงานประจำ

10. คนที่เรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนรอบข้าง อาจจะทำให้เกิดความกังวลที่จะมีครอบครัวหรือแต่งงานสร้างครอบครัว เพราะมองเห็นแล้วว่า ภาระหน้าที่ในอนาคตหรือค่าใช้จ่ายในอนาคตนั้น อาจจะเกิดความสามารถที่เขาจะรับได้ ทำให้คนบางคนตัดสินใจที่จะ ไม่มีครอบครัว ทำให้ประชากรในรุ่นถัดไปมีน้อยลง จนมีน้อยเกินไปที่จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อนำมาเสียภาษีให้รัฐบาล ให้สามารถนำไปจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุหรือเด็กต่างๆได้เพียงพอ เพราะคนทำงานมีน้อย การเก็บภาษีก็ได้น้อย จำนวนเม็ดเงินก็น้อย จึงไม่มีเงินที่จะใช้บริหารสวัสดิการต่างๆให้ดีเหมือนเดิมในอดีต
11. ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หลายครอบครัวอาจจะพึ่งพารายได้จากคนวัยทำงานเพียง 1-2 คน เพื่อจะมาดูแลคนในครอบครัว 5-6 คน ในขณะที่ค่าครองชีพก็สูงขึ้นดังนั้น การจับจ่ายใช้สอย จึงมีความระมัดระวังมากขึ้น และไม่สามารถมีคุณภาพ หรือปริมาณที่มากเพียงพอในการจับจ่ายใช้สอยสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในความดูแล หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่สามารถมีเงินเพียงพอที่จะดูแลคนทั้งหมดหลายๆ คน จากคนที่มีรายได้เพียงไม่กี่คน
กล่าวโดยสรุปแล้ว Sandwich Generation คือ กลุ่มคนทำงานที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตในการที่จะต้องมีภาระต่างๆ เพื่อจะดูแลรับผิดชอบ และมีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดความเสียหายหรือสูญเสียงานในหน้าที่จากปัญหารายล้อมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้น สิ่งที่ควรจะเป็น ก็คือ คนที่อยู่ในรูปของ Sandwich Generation ควรจะต้องตระหนักถึง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็น ที่สามารถตัดทิ้งไปได้ และไม่ทำให้การดำเนินชีวิตมีปัญหา เพื่อให้มีภาระน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นจะต้องมีได้ในยุคที่ ความสามารถในการหาเงินนั้น ไม่มากพอหรือไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน แต่ค่าใช้จ่ายกับเพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องวางแผนชีวิตให้ดี ตัดสิ่งที่ฟุ่มเฟือยออกไปให้หมด เพื่อสร้างโอกาสที่จะอยู่รอด หรือยืดระยะให้เวลานานที่สุด ก่อนที่ปัญหาต่างๆ จะเกินที่จะรับมือไว

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
https://empower.com/the-currency/life/sandwich-generation-stressors
ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ บทความจาก OrchidJobs
https://orchidjobs.com/article-2/






