Recruitment Agency ที่ดี ควรจะทำหน้าที่ครบถ้วนในทุกกระบวนการ ไม่ใช่เพียงแค่ การสรรหาคน และส่งให้กับลูกค้าเท่านั้น เรามาดูกันว่า Recruitment Agency ที่น่าสนใจควรจะมีบริการอะไรบ้าง นอกเหนือจากการสรรหาบุคลากร

1. ต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงความต้องการของลูกค้า หมายถึง Recruitment Agency ต้องมีการประชุมกับลูกค้าเพื่อสอบถามความต้องการให้ละเอียดและชัดเจน ถึงสิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การอ่านจาก Job Description ที่ลูกค้าให้มา แล้วก็สรรหาบุคลากรให้ตรงตาม Job Description นั้นเท่านั้น แต่ Recruitment Agency ที่ดี จะต้องทราบซึ้งถึงความต้องการ ประหนึ่งเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลของบริษัทนั้นๆ ด้วยตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำ คือ ต้องมีการประชุมพูดคุยซักซ้อมความเข้าใจ และให้มั่นใจได้ว่า มีความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าก่อนที่จะเริ่มขบวนการสรรหา
2. ต้องทำการวิเคราะห์ ถึงสาเหตุที่เกิด Staff turn over ในตำแหน่งต่างๆ ที่จะเข้าไปรับหน้าที่ในการสรรหาบุคลากรให้กับลูกค้า ซึ่งสิ่งนี้ อาจจะเปรียบเสมือนการก้าวล่วงเข้าไปสู่ระดับความลับขององค์กรนั้นๆ แต่ Recruitment Agency ที่ดีจำเป็นต้องแจ้งให้ลูกค้าเข้าใจว่า ขั้นตอนนี้ หรือข้อมูลส่วนนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ Recruitment Agency สามารถประเมินสถานการณ์ในการสัมภาษณ์เบื้องต้นกับ Candidate แต่ละคนได้ว่า Candidate ท่านนั้นๆ จะมีโอกาสที่จะเข้ามาและลาออกในระยะเวลาอันสั้นมากน้อยแค่ไหนเพราะการทราบถึงปัญหาที่พนักงานเก่าลาออกไปอย่างชัดเจนและลึกซึ้งเพียงพอ จะทำให้ Recruitment Agency ประเมินสถานการณ์ได้ว่า Candidate ที่จะส่งเข้าไปให้เลือกนั้น น่าจะมีโอกาสอยู่องค์กรได้นาน หรืออาจจะอยู่ในระยะเวลาสั้น จนต้องหาCandidate คนใหม่มาทดแทน ให้ทำให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย
การ Matching Candidate กับ ตำแหน่ง กับปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสัมภาษณ์เบื้องต้นเพื่อให้เลือก Candidate ที่เหมาะสม และเป็นไปได้สูงสุดที่จะอยู่กับองค์กรได้นาน

3. Recruitment Agency ต้องสามารถนำเสนอกับลูกค้าได้ว่า Candidate ที่ส่งมาให้เลือกนั้น ในเบื้องต้นมีคุณสมบัติอย่างไร เช่น เป็นคนเก่งในงาน หรือ เป็นคนที่มีความสามารถในการเข้ากับคนอื่นได้ดี เป็นคนที่สามารถทำงานคนเดียว หรือ เป็นคนที่ต้องทำงานภายใต้การช่วยเหลือ หรือ ต้องการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆภายนอก เพราะ งานแต่ละตำแหน่งนั้น ต้องการบุคลากรที่มีความพิเศษในคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป งานบางอย่าง ไม่ต้องการคนที่เข้าสังคมเก่ง หรือทำงานเป็นทีมได้ แต่ต้องการคนที่สามารถทำงานคนเดียวได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ ในขณะที่ งานบางอย่างต้องการคนที่ทำงานเป็นทีมและได้รับการสนับสนุนระดับหนึ่ง เพื่อให้งานเดินต่อไปได้ ดังนั้น ในการนำเสนอ Candidate นั้น Recruitment Agency จะต้องนำเสนอให้ชัดเจนว่า Candidate นั้น โดดเด่นในเรื่องใดเพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกได้ถูกว่า เป็นคุณสมบัติที่ลูกค้าต้องการจริงหรือไม่ สำหรับตำแหน่งนั้น และ เหมาะสมกับวัฒนธรรมขององค์กรในขณะนั้น
4. Recruitment Agency ที่ดี จะต้องสามารถช่วยปรับ Job Description ให้เหมาะสมกับเนื้องานที่ได้รับมาจากลูกค้า เพื่อให้จบงานเหล่านั้นตรงประเด็น และเป็นไปตามหลักสากลที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นแนวทางในการคัดเลือกบุคลากร ซึ่งอาจจะมีบ้าง ที่มีคุณสอบพิเศษเฉพาะที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ หรือเหมาะสมกับสภาวะข้อจำกัดขององค์กรนั้นๆ แต่ Job Description ส่วนใหญ่แล้ว ควรจะเป็นไปในแนวทางสากลที่เข้าใจกันได้ตรงกันในทุกองค์กร ที่มี Job Description ที่มีชื่อเรียกเหมือนกัน ซึ่งควรมีลักษณะงานคล้ายคลึงกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่าง ตัวบริษัทและ Candidate ผู้ที่มาสัมภาษณ์ในตำแหน่งนั้น จะได้ไม่สูญเสียเวลา หรือความเข้าใจผิดในเนื้องานตามชื่อ Job Description ที่ Candidateได้รับรู้จากการลงประกาศรับสมัคร
5. Recruitment Agency ที่ดี จะต้องสามารถให้คำแนะนำกับองค์กรได้ว่า Job Description ที่กำหนดมานั้นและคุณสมบัติที่ต้องการสรรหาบุคลากรภายใต้ข้อมูลที่ได้มานั้น มีความเหมาะสมเพียงใด มีความเป็นไปได้ในความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะบางครั้ง ลูกค้าอาจจะส่งความต้องการมาให้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจจะกลายเป็นความต้องการที่เกินจริง หรือเป็นความต้องการที่ไม่เหมาะสมกับค่าจ้างที่สามารถจ่ายได้ ซึ่งสิ่งนี้ จะทำให้ไม่สามารถสรรหาบุคลากรที่สามารถตรงตามความต้องการและตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการแต่ไม่ตรงตามค่าจ้างที่เหมาะสมได้ดังนั้น หากคุณสมบัติที่ต้องการ มีความสูงมากกว่าปกติ หรือเกินความเป็นจริง ค่าจ้างก็ต้องสูงเช่นกัน และเกินความเป็นจริง เพื่อจะให้สามารถสรรหา Candidate ที่จะเข้ามาสัมภาษณ์ตรงกับความต้องการนั้นได้ และค่าจ้างก็จะดึงดูดให้เขาสนใจที่จะเข้ามาสัมภาษณ์งาน เพราะค่าจ้างและคุณสมบัตินั้น สมเหตุ สมผล และมีความสมจริง
6. Recruitment Agency ที่ดี จะต้องมีความสามารถในการสรรหา Candidate ทั้งในลักษณะที่เป็น Active Candidate และที่เป็นลักษณะ Passive Candidate ไม่ว่าจะมาจาก ข้อมูลปฐมภูมิ หรือ ข้อมูลทุติยภูมิ ที่มีอยู่รวมไปถึง การสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกันสำหรับ Candidateที่คุณสมบัติที่แตกต่างกัน แม้จะมี Job Description ที่เหมือนกัน เช่น Job Description เดียวกันในองค์กรใหญ่ๆ ก็อาจจะต้องเข้าถึงแหล่งข้อมูลของ Candidate ในกลุ่มที่แตกต่างไปจาก Job Description ลักษณะเดียวกัน แต่อยู่ในองค์กรเล็ก ดังนั้น แหล่งที่มาของ Candidate จึงสำคัญมากต่อความเป็นไปได้ ความเหมาะสมที่จะปิดงานได้ รวมไปถึงความสามารถในการเข้าถึงบุคลากรที่อาจจะไม่ได้เปิดเผยถึงความต้องการในการหางาน แต่มีความต้องการในการหางานอยู่แบบซ่อนเร้น หรือ เป็นคนที่มีศักยภาพในการทำงานแต่ยังไม่สนใจที่จะเปลี่ยนงานในขณะนั้น เป็นหน้าที่ Recruitment Agency ที่จะต้องโน้มน้าวใจให้เขาสนใจที่จะเปลี่ยนงานได้ จากการชี้นำ หรือการให้ข้อมูล หรือ การโน้มน้าวให้เกิดความต้องการที่อยากจะเปลี่ยนงาน

7. Recommend Agency ที่ดี ควรจะมีเครื่องมือที่ช่วยในการเตรียม Candidate ให้พร้อม ก่อนเข้าสู่การสัมภาษณ์งานเพื่อสร้างโอกาส ในการที่จะสามารถเสาะหา Candidate ที่เหมาะสม และช่วยเพิ่มเติมสิ่งที่ยังขาดไปของ Candidate ที่เหมาะสมนั้น ก่อนเข้าสู่การสัมภาษณ์งานในขั้นตอนสุดท้าย เปรียบเสมือนการแต่งตัวให้กับ Candidate ให้สวยงามขึ้นชัดเจนขึ้น ก่อนเข้าสู่การประกวดขั้นสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในคุณภาพของ Candidate ที่ได้รับการคัดเลือกมา และได้รับการเพิ่มเติมทักษะต่างๆ ที่จำเป็นก่อนเข้าสู่การสัมภาษณ์งาน เพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย และเกิดความมั่นใจของทั้ง Candidate และองค์กรที่จะคัดเลือกพนักงานไปทำงานว่าได้เลือกพนักงานที่ถูกต้องแล้ว
8. Recruitment Agency ที่ดี จะต้องสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับ เรื่องของตลาดแรงงานในส่วนของเงินเดือน และสวัสดิการต่างๆ ที่ตลาดส่วนใหญ่พร้อมจ่าย และจ่ายอยู่ในความเป็นจริง ทั้งนี้ เนื่องจากว่า บางองค์กรอาจจะมีโครงสร้างของเงินเดือน หรือสวัสดิการที่เป็นขององค์กรเอง แต่กลับไม่สามารถอยู่ในสถานการณ์ที่แข่งขันกับภาพใหญ่ของตลาดได้ หมายถึง มีเงินเดือน หรือสวัสดิการโดยรวมแล้ว ต่ำกว่ามาตรฐานที่ตลาดทั่วไปกำหนดไว้ จึงทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ Recruitment Agency จะสามารถสรรหาบุคลากร หรือโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนงานได้ เนื่องจากการจ่ายผลตอบแทนนั้นต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป และในขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถแนะนำองค์กรได้ว่า ในตำแหน่งงานดังกล่าวนั้น ลักษณะงานดังกล่าว ควรจ่ายอยู่ในช่วงของผลตอบแทนสูงสุดไม่ควรเกินเท่าไหร่ ต่ำสุดไม่ควรต่ำกว่าเท่าไหร่ เพื่อให้ลูกค้าได้ Candidate ที่มีคุณสมบัติดี มีคุณภาพและจ่ายในราคาที่เหมาะสมที่ตลาดทั่วไปแข่งขันกันอยู่ ไม่จ่ายน้อยเกินไป และไม่จ่ายมากเกินความจำเป็น
9. Recruitment Agency ที่ดี จะต้องทำตัวเป็นพี่เลี้ยงที่ดีให้กับCandidate เพื่อให้คำแนะนำ Candidate ในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความน่าสนใจในเรื่องงานผลตอบแทนที่น่าสนใจความก้าวหน้าในอนาคตที่จะไปร่วมงานกับองค์กรนั้นๆ และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเป็นพี่เลี้ยงที่ดีให้กับลูกค้าให้รับรู้ว่า ในสถานการณ์ของการแข่งขันในการว่าจ้างงานนั้น สิ่งที่สำคัญที่ต้องให้ความสนใจในระดับแรกๆ คือ เงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้ดึงดูด Candidate ให้สนใจมาสมัครงานได้ และไม่ถูกคู่แข่งแย่งCandidate ที่ดีไปก่อน เพราะองค์กรขาดความเข้าใจถึงสภาพการแข่งขันในปัจจุบันว่า เขาแย่งชิง Candidate ภายใต้เงื่อนไขใดเป็นหลัก ที่ให้ความสำคัญระดับต้นๆ ในการแย่งบุคลากรกัน ดังนั้น Recruitment Agency จึงต้องทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยงให้กับทั้ง Candidate และองค์กรที่ต้องการหา Candidate จนในที่สุด ทั้ง 2 ฝ่าย สามารถหาข้อตกลงที่พอใจของทั้งสองฝ่ายได้
กล่าวโดยสรุปแล้ว การเลือก Recruitment Agency ที่ดีนั้น ควรจะเลือก Agency ที่มีลักษณะ

1. เข้าใจสถานการณ์ เข้าใจความต้องการขององค์กรอย่างถูกต้อง ก่อนไปเข้าสู่กระบวนการสรรหา
2. นำเสนอ Candidate ที่มีคุณสมบัติชัดเจน ใกล้เคียงความต้องการมากที่สุด ตามระดับความสำคัญของเงื่อนไขต่างๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยลูกค้า เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมจริงๆ ในความต้องการหลักตามเงื่อนไขต่างๆ
3. ช่วยเหลือทั้ง Candidate และองค์กร ให้สามารถเข้าใจถึง ความต้องการ และข้อจำกัดของแต่ละฝ่าย เพื่อให้นำไปสู่ การประนีประนอมในข้อจำกัดของทั้งสองฝ่าย จนนำไปสู่สภาวะการที่มีความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายและตกลงกันได้ในที่สุด
4. จัดเตรียม Candidate ก่อนเข้าสู่การสัมภาษณ์จริงให้มีความพร้อมที่สุดสำหรับตำแหน่งงานนั้น และถ้าเป็นไปได้ Recruitment Agency ที่ดี อาจจะต้องมีการเตรียม Candidate หลังจากได้งานแล้ว ให้มีความรู้เพิ่มพูนในส่วนงานที่จะต้องเข้าไปทำงาน เพื่อช่วยให้ Candidate นั้น สามารถประสบความสำเร็จในการทำงานในช่วงทดลองงานได้ จนในที่สุดไม่เกิดเหตุการณ์ ที่จะต้องส่งCandidate ไปทดแทน ในกรณีที่ Candidate เริ่มงานแล้วไม่ผ่านการทดลองงาน หรือลาออกก่อนเวลาอันสมควร ทำให้เกิดกระบวนการสรรหาใหม่ ที่ต้องทดแทนบุคลากร ทำให้เกิดความเสียหายในทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น Candidate ที่จะตกงาน หรือต้องหางานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ต้องเสียเวลาในการสรรหาคนเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 จนกว่าจะได้บุคลากรมาเริ่มงานอย่างจริงจังได้ในที่สุด
Recruitment Agency ที่ดี จึงเป็นมากกว่า คนที่อ่าน Job Description ที่ลูกค้าส่งมาให้แล้ว ไปสกรีน Resume ที่มีอยู่ในมือ แล้วหลังจากนั้น ก็นัดสัมภาษณ์ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมของทั้งสองฝ่าย ทั้ง Candidate และองค์กรที่สรรหาบุคลากร จนสุดท้ายเกิดการคัดเลือก Candidate ที่ไม่ถูกต้อง และเกิดความเสียหายตามมาจากการต้องหาCandidate มาทดแทนแบบไม่รู้จบ

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
https://www.shrm.org/resourcesandtools/hr-topics/talent-acquisition/pages/working-with-staffing-agencies.aspx?utm_source=chatgpt.com
บริการ Agency ในการสรรหาคน
https://orchidjobs.com/






