วิศวกรต้องทำOTไหม เราต้องมาดูก่อนว่า เหตุผลของการทำโอทีเกิดขึ้นจากอะไร
1 บางองค์กรอาจมีวัฒนธรรมให้ทำโอที เนื่องจากเป็นโรงงานที่มีกำลังการผลิต 24 ชั่วโมง ดังนั้น การบังคับทำโอที จึงถือเป็นการบริหารต้นทุนอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ในเวลา 24 ชั่วโมง หากเราจ้างวิศวกรมาเข้ากะเป็นจำนวน 3 คน คนละ 8 ชั่วโมงนั่นคือ ต้องจ่ายค่าจ้างถึง 3 คน แต่ในขณะเดียวกันการจ้างวิศวกรเพียงแค่ 2 คน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องทำโอทีทุกวันวันละ 3 ชั่วโมง นั่นแปลว่า วิศวกร 1 คน ตั้งแต่เริ่มเข้างาน 8:00 น จนถึง 20:00 น และ คนที่ 2 เข้างาน 20:00 จนถึง 8:00 น ทำให้จ้างวิศวกรเพียงแค่ 2 คน ในการทำงาน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า การจ้างวิศวกรถึง 3 คนโดยที่ไม่มีโอที

2 ลักษณะงานมีความสำคัญ ที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่ชั่วโมงเดียว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะงานที่ต้องมีความเสียหายสูงมากต่อชั่วโมง หรือที่เรียกว่า shutdowns cost ต่อชั่วโมงสูงมาก ดังนั้น การจ้างวิศวกรและบังคับให้ทำโอที แม้จะไม่มีอะไรทำ แต่เป็นการบังคับให้อยู่ เพื่อสแตนบายสำหรับกรณีฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า ค่าล่วงเวลาหรือ OT น้อยมาก เทียบกับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วโมง หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นเสมือนการจ่ายค่าโอที เพื่อซื้อความเสี่ยงที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นแม้แต่นาทีเดียว ก็จะเป็นอีกลักษณะงานหนึ่งที่บังคับให้วิศวกร
3 งานที่เป็นลักษณะงานฉุกเฉิน คือ เกิดเหตุฉุกเฉินและต้องเข้าทำการแก้ไขปัญหาทันที ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใดของแต่ละวัน ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะเป็นงานที่ต้องซ่อมเครื่องจักรกรณีฉุกเฉิน จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องให้วิศวกรทำงานล่วงเวลา แม้จะเลิกงานแล้ว หรือแม้ว่ากำลังจะอยู่บ้านพักผ่อน แต่ต้องเรียกตัวด่วน เพื่อเข้ามาโรงงานทันที เพื่อแก้ปัญหาและจ่ายเป็นโอทีไป

4 งานที่เป็นลักษณะสายการผลิต ที่ปกติแล้วจะทำงานแบบไม่มีโอที ยกเว้น กรณีที่มีเหตุเร่งด่วนจากการมีคำสั่งซื้อมามากเกินไป จนทำให้การผลิตในสายงานปกติในเวลาทำงานปกติไม่เพียงพอ และไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทัน จึงต้องเปิดให้มีการทำโอทีในกรณีเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักจะต้องมีวิศวกรเอาไว้ควบคุมงาน เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถส่งมอบสินค้าได้ทันเวลา จึงมีความจำเป็นที่วิศวกรจะต้องทำโอที หากปล่อยให้พนักงานทำงานกันเอง โดยไม่มีวิศวกรควบคุมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลาเร่งด่วน ก็อาจจะไม่สามารถทำงานเสร็จทันเวลาได้
5 ระบบงานที่มีความล้มเหลว หรือไม่ได้รับการวางแผนที่ดี ซึ่งมักจะทำให้งานติดขัด จนเป็นสาเหตุให้ต้องมีการทำงานล่วงเวลาเพื่อให้สามารถทำงานได้ทันเวลาตามปกติที่ควรจะเป็น ซึ่งลักษณะนี้ มักจะเป็นปัญหาในองค์กรเล็กๆ ที่ระบบงาน อาจจะยังไม่เรียบร้อยสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพ จึงมักจะมีการทำโอทีอยู่เสมอโดยไม่จำเป็น และจำเป็นต้องมีวิศวกรไว้สำหรับควบคุมให้สิ่งต่างๆ ประคองตัวไปได้ในสภาวะที่ไม่มีระบบที่ดีพอ
6 งานเฉพาะกิจที่ต้องเร่งด่วน เช่น งานที่จะต้องเตรียมงานให้ทันในการออกนิทรรศการ หรือ Exhibition ในวันถัดไป แต่สิ่งต่างๆที่วางแผนไว้ ไม่เป็นไปตามแผนเช่น บูธยังไม่เสร็จตามกำหนดการ เกิดความล่าช้า หรือสินค้าที่จะต้องนำมาเสนอในงานแสดงสินค้ามาล่าช้ากว่าที่กำหนด จึงต้องเร่งด่วนในการนำสินค้าเข้าไปในศูนย์แสดงสินค้า และเร่งติดตั้งสินค้าเพื่อเตรียมเสนอให้ทันในวันรุ่งขึ้นก่อนงานเปิด อาจจะต้องทำ OT จนถึงสว่างเพื่อให้ทันเวลา
7 งานที่ต้องออกแบบและแก้ไขแบบให้ถูกต้องตามสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นหน้างานกรณีเร่งด่วน เช่น ในงานก่อสร้างทั่วไป ซึ่งมีการวางแผนที่ดีแล้ว แต่เมื่อมีกรณีที่เกิดความผิดพลาดที่หน้างาน เนื่องจากการทำงานของผู้รับเหมาแต่ละส่วน ไม่เป็นไปตามแผน หรือ แบบที่ถูกต้อง จนเกิดความผิดพลาดในเรื่องของการเชื่อมต่องานที่ปลายทางจากงานจุดต่างๆ วิศวกรก็ต้องทำโอที เพื่อหาทางแก้ปัญหางานนั้นให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อให้ในวันถัดไปสามารถเดินงานในส่วนต่อไปได้ ไม่ฉะนั้น จะเกิดความล่าช้าทั้งระบบงาน
8 งานขาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นลักษณะงานที่ยืดหยุ่น ไม่มีเวลาตายตัว ว่าต้องทำงาน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น จึงเป็นงานที่จะต้องทำล่วงเวลา แต่อาจจะไม่ได้รับค่าล่วงเวลา เนื่องจากเป็นลักษณะของความรับผิดชอบของงาน โดยวัดผลงานจากยอดขายในแต่ละเดือน ดังนั้น ในช่วงเวลาการทำงานแต่ละส่วนนั้น วิศวกรสามารถบริหารจัดการเวลาของตัวเองได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องทำงานดึกดื่น หลังจากไปพบลูกค้ามาแล้ว ต้องรีบเสนอราคาไป หรือในกรณีที่จะต้องไปพบปะลูกค้าในยามค่ำคืน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ หรือปิดงาน เพื่อจะให้ทันในวันรุ่งขึ้น หรือปิดยอดในสิ้นเดือนนั้นจึงเป็นการทำงานที่ไม่มีเวลาแน่นอน เพียงแต่ อาจจะไม่ได้ค่าล่วงเวลา เพราะได้ค่าตอบแทนจากคอมมิชชั่นจากการขายแล้ว
ที่นี้เราลองมาดูกันว่า งานตำแหน่งใดบ้างที่อาจจะต้องมีวิศวกรทำOT
1 Production Engineer เป็นงานที่ วิศวกรจะต้องควบคุมการผลิต ซึ่งการผลิตในสายงานที่เป็นลักษณะอัตโนมัติ หรือ สายงานที่เดินงานอยู่ตลอดเวลา จนเกิดความผิดพลาดไม่ได้ หรือ เกิดการสะดุดไม่ได้ ดังนั้น วิศวกรอาจจะต้องทำโอทีเพื่อให้การผลิตในกรณีที่เร่งด่วนเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลา เพราะ การทำงานในกรณีที่เร่งด่วน มักจะมีความกดดันสูง และมีโอกาสที่เกิดความผิดพลาดมากกว่าการทำงานในสภาวะการทำงานปกติ ดังนั้น วิศวกรจึงมีบทบาทสำคัญในการที่จะเข้าไปควบคุมอย่างละเอียดในช่วงเวลาของการทำโอที เพื่อช่วยพนักงานที่มีความกดดันจากความเร่งด่วนของเวลาจนอาจจะขาดความรอบคอบหรือผิดพลาดในการทำงาน เป็นหน้าที่วิศวกรที่จะต้องช่วยวางแผน และควบคุมการทำงานในแต่ละขั้นตอน ช่วยตรวจสอบและป้องกันความผิดพลาด จึงเป็นเหตุให้วิศวกรต้องทำ OT ในกรณีนี้
2 งานซ่อมบำรุง Maintenance Engineer ปกติแล้ว บริษัทที่มีระบบการทำงานที่ดี จะมีการทำ Preventive Maintenance และมีการทำ Maintenance Schedule ที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่าในหลายครั้ง แม้จะมีการทำ Preventive Maintenance ที่ดี แต่ก็เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เครื่องจักรหยุดการทำงานกะทันหันได้ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร หรือ มีบางสิ่งบางอย่างหลุดเข้าไปในสายการผลิต จนไปทำให้การทำงานของเครื่องจักรเกิดขัดข้องกะทันหัน จึงเป็นเหตุที่วิศวกรจะต้องรีบเข้ามาแก้ปัญหาโดยด่วนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาในการทำงานปกติ หรือในเวลาเลิกงานแล้ว หรือเป็นเวลาพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ก็ต้องรีบวิ่งเข้ามาทำโอทีเพื่อแก้ปัญหานี้ให้ทันเวลา

3 Project Engineer งานโครงการส่วนใหญ่จะเป็นงานที่มีลักษณะการวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้วเช่นกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจาก Project Engineer เป็นคนที่ต้องดูแลโครงการทั้งระบบ ต้องประสานงานกับผู้รับเหมาหลายๆส่วนพร้อมๆ กัน ซึ่งการทำงานของผู้รับเหมาแต่ละส่วนนั้น ก็ยากที่จะควบคุมให้เป็นมาตรฐานและสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตรงตามเวลา และตรงตามกำหนดมาตรฐาน ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจากผู้รับเหมาแต่ละคนจึงมีสูงมาก Project Engineer จึงอาจจะต้องทำงานล่วงเวลา หรือทำโอที เพื่อทำหน้าที่ประสานงานให้กับผู้รับเหมาแต่ละส่วนที่ทำงานผิดพลาด หรือไม่สำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหากะทันหันเร่งด่วน ให้ทุกคนสามารถเดินงานของตัวเองต่อไปได้ โดยไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นภาระ หรือเป็นตัวขัดขวางไม่ให้งานของคนอื่นสามารถก้าวต่อไปได้เพราะต้องรองานของผู้รับเหมาคนนั้น จึงเป็นงานลักษณะที่ต้องทำ Over time เป็นบางกรณี เป็นบางครั้งไป ยกเว้น กรณีที่โครงการใกล้ถึงกำหนดเวลาที่ต้องส่งมอบงานแล้ว แต่งานยังไม่คืบหน้าตามแผนงาน หรือมีความก้าวหน้าตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น ก็จะเป็นเหตุที่ต้องทำ Over time เพื่อให้ วิศวกรเร่งงานให้ทันตามกำหนดให้ได้ในที่สุด
4 Field Service Engineer โดยตำแหน่งงานก็ย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นลักษณะงานที่ทำงานอยู่หน้างาน ซึ่งลักษณะงานของ Field Service Engineer นั้น มักจะเป็นลักษณะงานที่ไม่มีความพร้อม 100% เหมือนการทำงานอยู่ในโรงงาน หรือการทำงานอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่ทำอยู่เป็นประจำ สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน ก็คือ ความไม่แน่นอนของหน้างาน ที่จะมีความผันแปรเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่พร้อมในเรื่องของเครื่องมือ หรือความไม่พร้อมเรื่องของวัสดุต่างๆ หรืออุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่ความไม่พร้อมของทีมงานที่อาจจะเกิดขึ้นกะทันหันแม้จะวางแผนไว้ดีแล้ว ดังนั้น การทำงานล่วงเวลาของวิศวกรในลักษณะงานของ Field Service Engineer นั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน เท่าที่กล่าวมาแล้ว การทำ Over time ของวิศวกรนั้น จะบอกว่า จำเป็นหรือไม่จำเป็นซะทีเดียวนั้น อาจไม่สามารถสรุปได้ง่ายๆ อย่างนั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะเงื่อนไข ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีงานส่วนหนึ่งที่เรียกว่าเป็นงานที่ไม่ควรจะทำ Over time หรือ ล่วงเวลา เพราะเป็นงานที่สามารถวางแผนได้ แต่มักจะเกิดอุบัติเหตุจนทำให้เกิดการทำงาน Over time เท่าที่จำเป็น และอีกลักษณะหนึ่ง ก็คือ งานที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้จะวางแผนมาอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ปัจจัยภายนอกเป็นตัวที่ส่งเสริมให้เกิดความล่าช้าแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการลักษณะนี้เป็นงานที่ต้องมีวิศวกรทำ OT อยู่ตลอดเวลา และทำอยู่บ่อยๆ มิฉะนั้นแล้ว งานลักษณะนี้ก็จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตามแผนงานที่วางไว้

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
https://webboard.mol.go.th/node/6622
อ่านบทความอื่นๆของ Orchidjobs ได้ที่
https://orchidjobs.com/article-2/






