มนุษย์เงินเดือนเสียภาษีเกินไปหรือเปล่า? รวม Tax Deduction ค่าลดหย่อนที่ต้องรู้ก่อนสิ้นปี

ภาษีที่มนุษย์เงินเดือนต้องรู้ก่อนสิ้นปีจะมาถึง เมื่อเราเป็นมนุษย์เงินเดือน ภาษีของเราจะต้องชำระเต็ม เนื่องจากจะถูกหักตั้งแต่ตอนที่เงินเดือนออก ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้มีอย่างเดียวเท่านั้น คือ การบริหารภาษีให้ดีที่สุด โดยการนำค่าลดหย่อนมาลดหย่อนให้ได้มากที่สุดตามที่กฎหมายจะกำหนดและยอมรับได้ เราจึงต้องมาดูว่า มีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง ที่เราควรจะต้องรู้และใช้สิทธิ์เต็มที่ เพราะมีจำนวนพนักงานไม่น้อยที่ไม่รู้ข้อมูลของการลดหย่อนภาษีตามสิทธิ์ที่ควรจะได้ และไม่ได้นำมาใช้ลดหย่อน จึงทำให้มีฐานภาษีที่สูงขึ้นและเสียภาษีมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะขาดความรู้ความเข้าใจเรื่อง Tax Deduction และการบริหารภาษีสิ่งที่ควรจะต้องเตรียมการในเรื่องของการบริหารภาษี มีอะไรบ้าง
1. ต้องตรวจสอบรายได้ทั้งปีให้ชัดเจนก่อนว่า เรามีรายได้จากอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือรายได้จากการทำงานในหมวดอื่นๆ ที่อยู่ในหมวดของภาษีต่างๆตั้งแต่ 40 (1) จนถึง 40 (8) เพราะบางครั้งพนักงานบางคน อาจจะมีรายได้อื่น นอกเหนือจากงานประจำ เช่น งานฟรีแลนซ์ งานที่ปรึกษา งานนายหน้า หรืออาจจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในยามที่ว่างงานหรือวันหยุด ซึ่งทั้งหมดนั้น ถือว่า เป็นแหล่งรายได้ทั้งหมด รวมไปถึงการได้รับมรดก หรือได้รับประโยชน์ต่างๆ จากทรัพย์สิน ก็ถือว่า เป็นรายได้ ซึ่งสิ่งนี้จะต้องเข้าไปศึกษาให้ดีว่า รายได้ที่เราได้มานั้นอยู่ในหมวดรายได้กลุ่มไหน
2. เงินเดือนประจำ คือ เงินเดือนที่เราได้แน่นอนทุกๆเดือน ดังนั้น เราจึงประเมินรายได้ส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน และมีความใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
3. ค่าคอมมิชชั่นคือรายได้ ที่เกิดจากการขายของและได้รับคอมมิชชั่น ซึ่งจะมีความไม่แน่นอนในแต่ละเดือน ไปจนถึงสรุปทั้งปีว่า คอมมิชชั่น น่าจะมีโอกาสคิดเป็นรายได้เท่าไหร่ ซึ่งส่วนนี้ จะต้องใช้การคาดการณ์ อาจจะมีความแม่นยำบ้างหรือไม่แม่นยำบ้างเพราะบางครั้ง เราอาจจะคำนวณค่าคอมมิชชั่นไว้แล้วว่าภายในสิ้นปีนี้ แต่ละเดือนจะต้องได้เท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจจะมีบางครั้งที่ Commission เลื่อนจ่ายออกไป เพราะลูกค้าไม่จ่ายค่าสินค้าที่ส่งตามกำหนดเวลา จึงทำให้ ค่าคอมมิชชั่น ถูกเลื่อนออกไปพร้อมๆ กับการถูกเลื่อนการจ่ายเงินของลูกค้าจากการขายสินค้าหรือบริการที่เรามีสิทธิ์ได้รับคอมมิชชั่น
4. โบนัส คือ สิ่งที่บริษัทกำหนดให้ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มี อาจจะได้น้อยกว่าที่เคยได้ หรือได้มากกว่าที่เคยได้ ซึ่งสิ่งนี้ จะรู้ได้หลังจากที่เข้าสู่เดือนสุดท้ายประจำปีที่บริษัทประกาศออกมา ดังนั้น การวางแผนภาษีเกี่ยวกับรายได้ในส่วนนี้ จึงเป็นการคาดการณ์แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่มีความเป็นไปได้ โดยที่เราจะต้องรู้ถึงสถานการณ์ของบริษัทในแต่ละปีว่า โอกาสปีนี้ จะได้โบนัสมากน้อยเพียงใดเทียบกับปีก่อนๆ ที่เคยได้มา เป็นแนวทางในการวางแผนรายได้จากแหล่งของโบนัสตัวนี้

มีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่ตัวพนักงานแต่ละคนจะต้องรู้ว่า มีสิทธิ์ที่ใช้ในการหักค่าลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อให้ฐานภาษีต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามสิทธิ์ Tax Deduction ที่กฎหมายกำหนดหรือเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดยอมให้ได้
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนภรรยา 60,000 บาท
3. ค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาท
4. ค่าลดหย่อนบุตรที่เกิดหลังปี 2561 60,000 บาท
5. ดูแลผู้พิการหรือทุพพลภาพ 60,000 บาท
6. ดูแลพ่อแม่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาท ลดหย่อนได้ 30,000 บาทต่อคน
7. ประกันสังคม 9,000 บาท
8. ประกันชีวิต 100,000 บาท
9. ประกันสุขภาพส่วนตัว 25,000 บาท
10. ประกันสุขภาพพ่อแม่ 15,000 บาทต่อคน
11. ประกันบำนาญ PVD RMF กอช ลดหย่อนได้ตามที่กฎหมายกำหนด
12. ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน 100,000 บาท
13. เงินลงทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม 100,000 บาท
14. บริจาคพรรคการเมือง 10,000 บาท
15. บริจาคตอบแทนสังคมเช่นการศึกษาโรงพยาบาลตามกฎหมายที่รัฐกำหนด
16. กรณีที่มีรายได้อื่นๆเพิ่มเติมเช่นรายได้จากการขายขนมที่ตลาด สามารถลดหย่อนค่าใช้จ่ายแบบเหมารวมได้ที่ 60% ของรายได้จากการขายของที่ตลาด หรือลดหย่อนได้ตามจริงในกรณีที่มีเอกสารยืนยันต้นทุนอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็น Tax Deduction อีกกลุ่มที่คนมีรายได้เสริมมักมองข้าม

ประเภทของรายได้ ที่เราควรจะรู้ในกรณีที่เรามีรายได้หลายช่องทาง จะมีประเภทของกลุ่มรายได้แบ่งแยกตามหมวดหมู่ 40(1) ถึง 40(8) ดังต่อไปนี้
มาตรา 40(1): รายได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส
มาตรา 40(2): รายได้จากตำแหน่งงาน หรือรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า เบี้ยประชุม
มาตรา40(3): รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิ (เช่น ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ)
มาตรา 40(4): รายได้จากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ผลประโยชน์จากการโอนหุ้น
มาตรา 40(5): รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน
มาตรา 40(6): รายได้จากวิชาชีพอิสระ (เช่น แพทย์ ทนายความ สถาปนิก)
มาตรา 40(7): รายได้จากการรับเหมา ที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเองด้วย
มาตรา 40(8): รายได้จากการทำธุรกิจ พาณิชย์ อุตสาหกรรม การเกษตร หรือรายได้อื่นๆ ที่ไม่เข้าพวก
ในกรณีที่มีรายได้อื่นๆ ที่นอกเหนือจากรายได้ 40(1) ที่เกินจากที่กฎหมายกำหนด จะต้องยื่น ภงด 94 หรือภาษีเงินได้กลางปี เพื่อเป็นการชำระภาษีบางส่วน ในกรณีที่มีรายได้ถึงฐานที่ต้องเสียภาษี และกรณีที่รายได้ไม่ถึงฐานที่เสียภาษี ก็เป็นการยื่นเพื่อเป็นข้อมูลให้ทางสรรพากร แต่ยังไม่ได้มีการเสียภาษี เพราะฐานรายได้ ยังไม่ถึงเกณฑ์ของการเสียภาษี และแจ้งเพิ่มเติมอีกครั้งตอนปลายปีภายใต้ ภงด 90 91 ซึ่งจะเป็นการคำนวณรายได้ทั้งหมดรวมกัน และชำระภาษีในครั้งเดียวปลายปี หากกรณีที่กลางปียังไม่ได้มีการชำระภาษีเลย เนื่องจากฐานภาษียังไม่ถึงเกณฑ์ ก็จะไปชำระในปลายปีครั้งเดียว เมื่อยอดฐานภาษีถึงเกณฑ์ ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว
ในกรณีที่ได้รวบรวมรายได้ทั้งหมดทุกช่องทางแล้ว ตั้งแต่ 40(1) ถึง 40(8) และแจ้งเข้าไปในส่วนของรายได้ที่ได้ทั้งปีโดยรวมทั้งหมดและ เมื่อนำไปหักค่าลดหย่อนต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ตามที่มีรายละเอียดข้างบนแล้ว ก็จะได้รายได้หลังหักค่าลดหย่อนแล้ว ที่ถือว่าเป็น รายได้พึงประเมินเพื่อการเสียภาษี หลังจากนั้น ทุกคนก็จะสามารถคาดการณ์ได้ว่า ภาษีที่ต้องเสียนั้นจะเป็นเงินกี่บาทจากรายได้พึงประเมินที่ใช้เป็นฐานภาษีหลังจากหักค่าลดหย่อนแล้วตามตารางดังต่อไปนี้ ที่กำหนดไว้ข้างล่าง จะทำให้ทุกคนสามารถประเมินได้ว่าในแต่ละปี ตนเองจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ซึ่งหากรู้ตั้งแต่ต้นปี ก็จะเป็นการง่ายและสะดวกในการที่จะสำรองเงินบางส่วนไว้ เพื่อเสียภาษีปลายปี หรืออีกกรณีหนึ่ง แจ้งรายการลดหย่อนต่างๆ ให้กับทางฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบัญชีรับรู้ตั้งแต่แรก เขาก็จะได้ทำการหักลดหย่อนภาษีให้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการหักลดหย่อนมากเกินไป และต้องไปขอคืนภาษีในปลายปี ซึ่งตรงนั้น จะมีปัญหากับสรรพากรในบางครั้ง เนื่องจากสรรพากร อาจจะเรียกหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือเอกสารเพิ่มเติม เพื่อจะตรวจสอบความถูกต้องในการขอคืนภาษี ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด ควรแจ้งรายละเอียดการลดหย่อนทั้งหมดที่เรามี ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือบัญชีของบริษัททราบตั้งแต่แรก เพื่อให้การหักภาษีใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด และหลีกเลี่ยงปัญหาการขอคืนภาษีในกรณีที่มีจำนวนเงินสูงเกินไป จนเป็นประเด็นที่จะต้องมีการส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับสรรพากรเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี |
| 0 – 150,000 บาท | ยกเว้นภาษี |
| 150,001 – 300,000 บาท | 5% |
| 300,001 – 500,000 บาท | 10% |
| 500,001 – 750,000 บาท | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 บาท | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 บาท | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 บาท | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 บาทขึ้นไป | 35% |
การบริหารภาษี ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรจะให้ความสำคัญ เพราะส่วนนี้ จะทำให้เราประหยัดภาษีและสามารถมีเงินสดในมือมากขึ้น เพื่อใช้ในการลงทุนหรือในการสร้างโอกาสต่างๆ ในการลงทุนได้ เพราะ หากเราหักลดหย่อนภาษีน้อยเกินกว่าความเป็นจริงที่เรามีสิทธิ์ที่จะสามารถลดหย่อนได้ จะทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะได้ส่วนลดหย่อนภาษีบางส่วนกลับมา ซึ่งส่วนนี้อาจจะเป็นเงินที่เราสามารถไปใช้ในการลงทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาหรือการไปลงทุนในสิ่งใดๆ ก็ตามที่สามารถทำให้เกิดผลตอบแทนที่งอกเงยได้มากกว่าการเสียภาษีเกินความเป็นจริงที่เราสามารถมีสิทธิ์ลดหย่อนได้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่เราควรรู้ถึงสิทธิต่างๆ ที่เราใช้ได้ตามกฎหมายและตามกฎระเบียบของสรรพากรที่ได้ออกมาให้เราสามารถใช้สิทธิ์ได้เต็มที่ในการหักลดหย่อนภาษี อย่าละเลยเรื่องของการบริหารภาษีและการใช้สิทธิ์ Tax Deduction ให้ครบถ้วน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลดหย่อนภาษี และสร้างโอกาสในการนำเงินส่วนนี้ไปบริหารจัดการให้เกิดผลตอบแทนมากขึ้นได้

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
https://ellevest.com/magazine/year-end-tax-planning-checklist
ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ บทความจาก OrchidJobs
https://orchidjobs.com/article-2/






